2 เพลงต่อมาดูเหมือนจะป็อบแร็พมากที่สุดในชุดนี้เลยล่ะ It's All On Me (Ft. Justus & BJ The Chicago Kid) ดูเหมือนจะติดหูสุด ส่วน All In A Day's Work (Ft. Anderson Paak) ฟังได้เรื่อยๆครับผม
Darkside/Gone (Ft. King Mez, Marsha Ambrosius & Kendrick Lamar) เป็นแทร็คที่น่าสนใจ ตัวเพลงแบ่งออกเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรก จะออกไปในทาง Trap Rap King Mez เล่าถึงการใช้ชีวิตแบบแก๊งค์อันธพาลในอดีต ตอนหลังค้นพบว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ตัวเองเลย ส่วนพาร์ทสองเดรก็เสียดสีชีวิตที่เคยหลงระเริงชื่อเสียงในอดีต จนถึงขั้นทะเลาะกับเพื่อนรักร่วมวง Easy-E (จะเห็นได้ว่าเดรเคยเปิดศึกกับ Easy-E ตั้งแต่แยกวง N.W.A มาทำ The Chronic จนกลายเป็นคู่ Beef แห่งประวัติศาสตร์ฮิพฮอพ) จนกระทั่ง Easy-E ตายด้วยโรคเอดส์ แต่ก็สายเกินไปแล้วที่จะเอาเพื่อนเก่าเขากลับมา เป็นพาร์ทที่ฟังแล้วสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เปียโนหลอนๆ ส่วน Kendrick ก็แร็พถึงชีวิตที่ต้องรับมือกับชื่อเสียงของตัวเองเหมือนกันครับ เพื่อไม่ให้ตัวเองใช้ชื่อเสียงไปในทางที่ผิดนั่นเอง ท่อนนี้ทำให้ผมนึกถึงเพลงในอัลบั้ม To Pimp A Butterfly อยู่เหมือนกัน
ต่อด้วย Deep Water (Ft. Kendrick Lamar & Justus) ซาวน์ดมาแบบดาร์กๆเงียบๆ มีเสียงคนจมน้ำเป็นซาวน์ดประกอบ ฟังดูโหดร้าย แต่เพลงนี้ตั้งใจจะสื่อถึงเกมแร็พที่มีความลึกล้ำซับซ้อนขึ้นทุกวันเหมือนกับมหาสมุทรอันดำมืดที่พร้อมกลืนกินคนที่ด้อยกว่าในวงการแร็พ คนที่เหนือกว่าจะอยู่พ้นมหาสมุทรได้ ท่อนของเคนดริก ถ้าเทียบกับเพลงแจมอื่นๆ ท่อนนี้โดดเด่นสุดครับ ฮาร์ดคอใช้ได้
Jon Connor
One Shot One Kill (Jon Connor Ft. Snoop Dogg) ปล่อยให้แร็พเปอร์หน้าใหม่ Jon Connor มารับช่วงต่อบ้าง คราวนี้ได้แจมกับป๋าสนู๊ปด้วย ป๋าสนูปแกฮาร์ดคอด้วยนะเออ ป๋าแกไม่ยอมจริงๆ เบรคฮาร์ดคอด้วย Just Another Day (The Game Ft. Asia Bryant) ฟังสบายๆ The Game เปิดฉากแร็พคนเดียวเต็มเพลง แต่น่าเสียดายที่สั้นไปหน่อย เลยไม่ได้เห็น The Game โชว์แร็พเต็มที่
For The Love Of Money (Ft. Jill Scott & Jon Connor) บัลลาดโทนจริงจัง Satisfiction (Ft. Snoop Dogg, Marsha Ambrosius & King Mez) จิกกัดวงการเพลงที่ชีวิตจริงของศิลปินดูไม่สวยหรูเหมือน MV เพลง ใน MV คุณดูเป็นคนรวย แต่ชีวิตจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆเรื่องของ 50 Cent ไงล่ะ จังหวะติดหูดีครับ เท่ห์ๆ Animals (Ft. Anderson Paak) เพลงนี้ข้าพเจ้าโคตรชอบ บีทเพลงเจ๋งมากๆ ได้อารมณ์ Old School Hip hop กลับมา ได้ DJ Premier มาโปรดิวซ์ให้ด้วย เจ๋งโลด แทร็คนี้ห้ามข้าม
Medicine Man (Ft. Eminem, Candice Pillay & Anderson Paak) อีกหนึ่งที่ใครหลายคนต่างรอคอย เพราะได้ Eminem มาร่วมแจมด้วย ตัวเพลงมาแบบเรียบๆแฝงความไม่ชอบมาพากล ท่อน Em โคตรพีค เนื้อหาเล่าถึงเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างเฮียเดรกับเอมิเน็มที่เป็นคู่หูแห่งวงการฮิพฮอพมาจนถึงทุกวันนี้ ผิดหวังนิดนึงสำหรับเพลงนี้ ตอนแรกก็คาดหวังว่าจะเป็นเพลงสนุกส่งท้าย แต่ที่ไหนได้มาแบบเรียบๆแปลกๆ ถ้าไม่มีเอ็มมาฟีท เพลงนี้จืดสนิทเลยบ่องตง
ปิดท้ายด้วยเพลงสั่งลาที่งดงามและน่าจดจำ Talking to My Diary พรรณนาถึงอดีตที่ผ่านมาของตัวเองที่ผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย เป็นเพลงที่ซึ้งอยู่ไม่น้อย ส่งสานส์ให้เพื่อนผู้ล่วงลับ Easy-E คิดถึงเพื่อนร่วมวง N.W.A รวมไปถึงขอบคุณคนรอบข้างที่ทำให้เขาไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้ ถือเป็นเพลงปิดท้ายที่สมศักดิ์ศรีแร็พเปอร์ในตำนานจริงๆ ฟังแล้วรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จของเฮียแกจริงๆ
Top Track : Genocide , Darkside/Gone (Ft. King Mez, Marsha Ambrosius & Kendrick Lamar) , Animals (Ft. Anderson Paak) , Talking to My Diary , Deep Water (Ft. Kendrick Lamar & Justus) , It's All On Me (Ft. Justus & BJ The Chicago Kid)
ประเดิมด้วยเพลงบอกรักแม่ในสไตล์ของ Eminem หลายๆคนคงจดจำกันได้ดีว่าเฮียเอ็มเคยแต่งเพลงด่าแม่มาหลายเพลง ตั้งแต่เพลง My Name Is ที่แฉแม่ตัวเองว่าเป็นคนติดยา จนแม่ตัวเองฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นว่าเล่น 3 ปีต่อมาก็มีเพลงด่าแม่ Cleaning Out My Closet เพลงฮิตจากอัลบั้ม The Eminem Show ที่ถือเป็นจุดพีคสูงสุดสำหรับเฮียเอ็ม บทเพลงด่าแม่ไปได้ไกลกว่าที่คิด หลายปีต่อมาหลังจากที่เผชิญกับประสบการณ์อันโชกโชนในวงการเพลงมามากพอแล้ว ก่อเรื่องฉาวน้อยลง กลับตัวทำงานอุทิศวงการเพลงมากขึ้น ในที่สุดเฮียเอ็มจึงแต่งเพลงนี้มาเพื่อขอโทษแม่แท้ๆของเขาที่เคยแต่งเพลงด่า จนเลยเถิดกลายเป็นเพลงดังทั่วโลก
มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า หากคุณแม่ของคุณได้ลาลับโลกก่อนที่จะได้ชื่นชมความสำเร็จครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง เฮีย Nas ก็มีโมเมนต์เศร้าๆแบบนี้เหมือนกันครับ แม่ของเฮียนาสจากโลกนี้ไปก่อนที่อัลบั้ม God's Son กำลังจะมาถึง เฮียนาสจึงตัดสินใจส่งสานส์ถึงแม่ที่จากไปแล้วด้วยเพลงๆนี้ และรวมเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม God's Son ด้วยเลย
ลั๊ลลั๊ลลา ลั๊ลลา ลั๊ลลั๊ลลา ลั๊ลลั๊ลลาลา เด่นขึ้นมาทันทีที่ข้าพเจ้าได้ยินครั้งแรก และติดหูจนเอาไม่ออกเลยล่ะ เพลงบอกรักแม่สไตล์ Kanye West แซมเปิ้ลเพลง Today Won’t Come Again ของ Donal Leaceเด่นมาแต่ไกลเลยครับ ช่วยให้เพลงมีพลังมากขึ้น เนื้อหาค่อนข้างสอดคล้องกับสถานการณ์ในอัลบั้ม Late Registration ที่ Kanye ชอบโดดเรียนอยู่เป็นประจำ ดรอปเรียนเพื่อมุ่งไปทำงานเพลงตามฝันที่ตัวเองต้องการ แต่เขามักจะโดนแม่ต่อต้านเสมอ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คานเยกลับไปเรียนต่อตามที่แม่เค้าคาดหวัง ในท่อนฮุกที่บอกว่า I know I act a fool but, I promise you I'm goin back to schoolI appreciate what you allowed for me / I just want you to be proud of me (Hey Mama) จะว่าไปแล้ว คานเยก็เกิดมาในครอบครัวที่ไร้พ่อเหมือนกับแร็พเปอร์คนอื่นๆ เราจะเห็นได้ว่า Donna West แม่แท้ๆของคานเยเลี้ยงดูคานเยตามลำพังด้วยความยากลำบาก ณ จุดนี้เอง คานเยจึงตัดสินใจโดดเรียน ไม่ได้โดดเรียนไปเล่นเกมส์หรอกนะครับ แต่โดดเรียนไปเป็นทำงานเก็บเงิน เอาไปทำงานเพลงตามความฝันของตัวเอง ซักวันนึงเขาจะซุปตาร์ รวยล้นฟ้า มอบเงิน บ้าน และรถเป็นของขวัญให้แม่ของเขาได้ ไม่ให้แม่ต้องมาทำงาน สุดท้ายคานเยก้ทำตามฝันได้สำเร็จครับ แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าแม่ของคานเยอยู่ด้วยกันกับเขาได้ไม่นานนัก เสียชีวิตเนื่องจากพิษร้ายของการศัลยกรรมเมื่อปี 2007 ผมแปะไลฟ์เพลงนี้ไว้ด้วย มาแบบช้าๆแต่เห็นได้ชัดเจนครับว่า ตัว Kanye เองก็เกือบควบคุมตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน
Long Live A$AP อินโทรด้วยเอ็พเฟ็คเสียงฟ้าร้อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาแนวดาร์กแน่ๆ บีทแปลกใหม่เอามากๆ ซาวน์หลอนๆ บรรยากาศออกแนวบ้านผีสิง บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อหาแรงงได้อีก ถึงขนาดไม่สนใจฉลากขาวดำเลยทีเดียว เบรคด้วยท่อนฮุคที่เนิบๆ ช้าๆ เป็นท่อนที่ผมชอบมากๆ ลงตัว ฟังแล้วเคลิ้มตาม Who said you can't be forever lie ส่วนเอ็มวีนี่ก็ตอกย้ำความเป็นบ้านผีสิงเลย
ต่อด้วยเพลงช้า Pain [ft. OverDoz] สไตล์เพลงเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ได้วงฮิพฮอพ overdoz มาร่วมแจม สร้างสีสันให้เพลงได้ดี ทั้งท่อนแร็พและท่อนฮุค เนื้อหาแอบจิกกัดวงการบันเทิงได้เจ็บแสบดี โดยเฉพาะท่อนสุดท้ายที่ asap แร็พปิดเกมที่ว่า What you wanna be like the Black Eyed Peas, all these 3's S-T-A-R-S, that’s Hollywood, won’t you rest in peace
ไหนๆ The Weeknd กำลังจะออกอัลบั้มชุดใหม่ที่มีชื่อว่า Beauty Behind The Madness ที่รวมซิงเกิ้ลฮิตอย่าง The Hills และ Can't Feel My Face ที่กำลังจะวางแผงในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ผมเลยถือโอกาสรีวิวอัลบั้มนี้เสียเลย Kiss Land ถือเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกอย่างเป็นทางการภายใต้สังกัด XO และ Repulbic Record ของหนุ่มฮิปส์เตอร์อาร์แอนด์บี Abel Tesfaye หรือที่รู้จักกันในนามของ The Weeknd ซึ่งตอนนี้ดังได้ดิบได้ดีจากเพลง Earned It เพลงประกอบหนัง Fifty Shades Of Grey จากผลงานชุดที่แล้วอย่าง Trilogy หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่า นี่เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดแรกของ Abel แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่นะฮ๊าฟ มันเป็นการนำมิกซ์เทปทั้งสามชุดอย่าง House Of Balloon , Thursday และ Echoes Of Silence มารวมกัน Kiss Land เนี่ยแหละสตูดิโอชุดแรกจริงๆ Kiss Land ชุดนี้ผมว่ามันซอฟต์กว่า Trilogy เยอะ ลดความดาร์กลงเยอะ ลดคำหยาบได้บ้าง แต่ตัวเพลงโดยรวมยังให้บรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล ลึกลับ หลอนๆ อีโรติค สองแง่สองง่ามอยู่ดี
ถึงแม้ว่าชื่ออัลบั้มจะไปในทางโรแมนติกกะโหลกกะลานิดนึง แต่คอนเซปต์ของ Kiss Land เป็นการออกเดินทางไปในสถานที่ๆไม่คุ้นเคย เจอคนแปลกหน้ามากมาย การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนไม่ใช่การออกเดินทางเพื่อเปิดโลกทัศน์แต่อย่างใด เจตนารมณ์ลึกๆต้องการหลีกหนีเมือง Toronto (อันเป็นสถานที่ที่เอเบลพูดถึงบ่อยมากๆ ในมิกซ์เทปไตรภาค Trilogy) นอกจากนี้ยังหลีกหนีผู้หญิงที่เอเบลเคยคบออกไปให้ไกลที่สุดอีกด้วย ไปเจอหญิงใหม่มากหน้าหลายตา เสพสุขอยู่ในดินแดนแห่งกิเลสตัณหาที่แฝงด้วยอันตรายที่ซ่อนอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ นั่นแหละคือ Kiss Land หนังThriller ในจินตนาการของ Abel Tesfaye
Kiss Land ประกอบไปด้วย 10 แทร็คพร้อมโบนัสแทร็ค 2 แทร็คด้วยกัน จำนวนแทร็คดูน้อย แต่ความยาวของแต่ละเพลงยาวไม่ใช่เล่น ขั้นต่ำห้านาทีฮับผม ฟังกันยาวๆ 1 ชั่วโมง
อยากให้ลองดูคลิปนี้ แล้วจะเข้าใจคอนเซปต์ของ Kiss Land มากขึ้นครับ
เริ่มจากเพลงแรก Professional เปิดแบบเงียบๆ เสียงเอื้อนๆ เนิบๆ มีบีทเคาะแทรกเป็นช่วงๆ ส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นแทร็คเปิดที่ยังไม่โปรเฟสชั่นน่อลซะเท่าไหร่ ค่อนข้างน่าเบื่อและเนิบนาบไปนิดนึง แต่ก็ไม่ได้แย่มากฮับ
คลิปซ้อมร้องเพลงวอร์มอัพหลังเวที Belong To The World และ The Town
The Town เพลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่เอเบลเพื่อหนีผู้หญิงคนนึงที่เคยทิ้งเอเบลไปหาคนอื่น มาแบบช้าๆ ชอบน้ำเสียงอันละเมียดละไมของพี่แกมากๆ ให้ความรู้สึกสมูทในตอนแรก แต่ต่อมาโทนเพลงเริ่มเปลี่ยนไปใช้บีทสังเคราะห์ อิเล็คโทรนิคนิดๆ พาคนฟังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสนวุ่นวาย เจ๋งดีฮับ
3 แทร็คต่อไปให้ความต่อเนื่องดีฮับ ไม่ว่าจะเป็น Adaptation อาร์แอนด์บีผสมผสานความเป็นกอสเปลได้ฮึกเหิมมากๆฮับ ถึงจะไม่ใช่แทร็คที่โชว์พลังเสียงอะไรมาก แต่ให้ความตื่นเต้นไม่น้อย ต่อเนื่องด้วย Love In The Sky แฝงความเซ็กซี่อยู่ไม่น้อยด้วยน้ำเสียงสุดละเมียดละไมของเอเบลอีกเช่นเคย ฟังเพลิน เนื้อหาอีโรติกโคตรๆ
Belong To The World อินโทรเปิดด้วยดับสเต็ปเท่ๆ เป็นป็อบที่มาแปลกแหวกแนวมากๆฮับ ตัวเพลงอลังกาล ส่วนเอ็มวีอันนี้ It A Must จริงๆ อลังกาลงานสร้างโคตรๆระดับเดียวกับเอ็มวีของศิลปินซุปตาร์เลยล่ะครับท่าน ลงทุนถ่ายทำถึงญี่ปุ่น แถมได้คนญี่ปุ่นมาแสดงร่วมในเอ็มวีเยอะมากๆ คารวะความเป็นญี่ปุ่นมากๆ ทั้งเรื่องวัฒนธรรมและภาษา เป็น 7 นาทีที่คุ้มค่าแก่การรับชม
Live For (Feat. Drake) อันนี้ก็มาแปลกๆดิบๆ มีเสียงพิณญี่ปุ่นเคล้าคลอกับเสียงร้องสุดสมูทของเอเบล เสนาะหูดีแท้ แถมยังได้เดรกผู้เป็นเพื่อนสนิทมาร่วมแร็พแจมสร้างสีสันให้กับเพลงได้เป็นอย่างดี ไม่อยากจะบอกว่าเดรกกับเอเบลเป็นของคู่กันมาตั้งแต่ Crew Love และ The Zone แล้ว
Wanderlust รีฟกีตาร์เปิดอินโทรพี่ไทยโคตรๆ sound ดูมั่วไปหน่อย แต่เสียงร้องในแทร็คนี้ทำให้นึกถึง Michael Jackson
มาถึง Title Track ประจำชุดนี้อย่าง Kiss Land Styles เพลงชวนให้นึกถึง Trilogy อยู่ไม่น้อย เนื้อหายังไม่ทิ้งลายหนุ่มปาร์ตี้พี้ยา มั่วเซ็กส์ อยู่ดี ขึ้นต้นเพลงด้วยเอฟเฟ็คเสียงผู้หญิงกรี๊ดร้อง กระตุ้นความระทึกนิดๆ เสียงร้องมาแบบเรียบๆกลางแต่ยั่วยวนได้ใจสุดๆ ไม่มีต้องอาศัยเสียงหลบเสียงสูงแต่อย่างใด
Pretty ชื่อเพลงออกแนวชื่นชมผู้หญิง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่อย่างที่คิดเล๊ย เนื้อหาด่าผู้หญิงที่แอบมีชู้สู่ชาย เอเบลเคยให้สัมภาษณ์ในรายการของลุง David Letterman ว่า เพลงนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเพลง In The Air Tonight ของ Phill Collin ที่พูดถึงความรักครั้งเก่าที่จบได้ไม่สวยเท่าไหร่นัก จะว่าไปแล้วเพลงของลุง Phill จะตัดพ้อผู้หญิงแบบอ้อมๆ แต่ไอ้ห่านี่ด่าตรงๆ ส่วนเอ็มวีแม่งโหดสัส ไม่ไว้หน้า ไม่ปราณี เป็นอีกหนึ่งเอ็มวีที่ถ่ายทำในญี่ปุ่น แต่ น18+ นะฮับ (เห็นนม เลือดสาดด้วย)
ปิดท้ายStandard Version ด้วยเพลง Tears In The Rain เพลงเศร้าบอกลาสาวเพื่อไปตามทางของตัวเอง เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากสำคัญที่มีชื่อเดียวกับเพลง ในหนังsci-fi สุดคลาสสิค Blade Runner ผมชอบอินโทรเปียโนเพลงนี้มากๆ ติดหูดี ถือเป็นเพลงปิดท้ายที่ทำได้ดีฮับ
เปิดด้วยแทร็คบัลลาดป็อบรีฟกีตาร์ติดหูในเพลง Always In My Head น้ำเสียงล้าๆเอื่อยๆเนิบๆ อารมณ์เศร้ามาแต่ไกล ถึงจะเลิกราไปแล้ว แต่เธอก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวของชั้น เปิดตัวได้ดีครับ ผมเชื่อว่าอินโทรที่เป็นรีฟกีตาร์น่าจะวนเวียนอยู่ในหัวคุณแน่ๆ
A Sky Full of Stars ซิงเกิ้ลล่าสุดที่งานนี้ได้ร่วมงานกับ Aviici ดีเจที่กำลังฮอตสุดๆจากเพลง Wake Me Up ซึ่งเจ้าตัวเองก็ออกตัวเลยว่า เป็นแฟนคลับตัวยงของวงนี้เลย ซึ่ง Aviici ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก โมโลดี้สวย ประทับใจ เหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกภายใต้แสงดาวยามราตรีจริงๆ ถึงเพลงจะออกไปในทาง Aviici featuring Chris Martin. ก็เถอะ แต่ผมกลับชอบนะ จะว่าไปแล้วเพลงนี้เป็นเพลงที่มาเบรคความรู้สึกที่เศร้า เหงาเปล่าเปลี่ยวจากแทร็คที่แล้วได้ดีมากๆ จนผมเองไม่อยากให้เพลงนี้จบเลย และสิ่งที่ผมรู้สึกได้อย่างหนึ่งคือ แทร็คนี้มันเป็นจุดเชื่อมโยงกับแทร็คที่แล้วได้ลงตัว เป็นแทร็คเติมเต็มความรู้สึกได้ดีมากๆ รู้สึกว่าแทร็คนี้เพราะเป็นพิเศษ เพราะยิ่งกว่าฟังเพลงนี้แทร็คเดียวโดดๆอีก
O วงนี้เค้าก็ยังชอบเปรียบเปรยกับนกซะเหลือเกิน แทร็คนี้ฟังแล้วรื่นรมย์มากๆ เปียโนมันช่างไพเราะจริงๆ ติดหูด้วยเป็นแทร็คปิดอัลบั้มที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกสุดๆ Fry O Right Through Maybe I Could Fly Right Next To You เพลงยังไม่จบแค่นั้นรอไปอีก 3 นาทีกว่า (คิดไว้ซะว่าดูหนังรอดูตอนต่อไปหลังเครดิตก็แล้วกัน) ซึ่งเพลงที่ปรากฎเป็นท่อนอินโทรของแทร็คแรก Always In My Head นั่นเอง แต่เปลี่ยนมาเป็นการเดินเบสเท่ๆเคล้าด้วยเสียงสังเคราะห์ให้อารมณ์เศร้าๆ ตบด้วยบีทแรงๆ ปังเข้าอย่างจัง แสดงถึงหัวใจแตกสลายลงไปแล้วเรียบร้อย ผมเชื่อว่าทุกคนต้องชอบแทร็คนี้
เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ข้าพเจ้าได้รีวิวผลงานของนักร้องสาวอาร์แอนด์บีสุดเซ็กซี่ Tinashe เธอคนนี้ถือเป็นม้ามืดเลยก็ว่าได้ ซิงเกิ้ลล่าสุด All Hands On Deck ได้กระแสตอบรับดี ถูกเอาไปทำเวอร์ชั่นรีมิกซ์เยอะแยะมากมาย ล่าสุดได้ไปขึ้นแสดงโชว์งาน BET Awards Tribute Janet Jackson เป็นนักร้องสาวที่มีดีไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ในปีนี้เธอปล่อยผลงานมิกซ์เทปที่มีชื่อว่า Amethyst ออกมาให้หายคิดถึงกันสไตล์เพลงค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองมากกว่า Aquarius อย่างแน่นอน แถมอัลบั้มชุดนี้ยังได้รับการขนานนามจาก Complex Magazine ยกให้เป็น Best Album Of 2015 So Far ด้วย ใครว่าอัลบั้มที่อยู่ในสถานะมิกซ์เทป เป็นอะไรที่ด้อยกว่า LP คิดผิดแล้วล่ะ ผมว่ามิกซ์เทปเป็นการโชว์ศักยภาพได้เต็มที่นะ อิสระทางความคิดมากกว่าสตูดิโออัลบั้ม ซึ่งจะต้องทำเพลงให้ถูกใจคอตลาดให้ได้ ในขณะเดียวกันสไตล์เพลงมันจะซ้้ำกับใครรึเปล่าไม่รู้ นั่นคือด้านมืดของอุตสาหกรรมเพลงที่มีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตามใจตัวเองไม่ได้
สัญญาว่านี่คือรีวิวที่สั้นที่สุดจริงๆ เพราะมีแค่ 7 แทร็คเท่านั้น เปิดเพลงแรก Dreams Are Real อินโทรเปียโนมันช่างนุ่มนวลชวนฝันมาก ทีนาเช่โชว์เสียงหลบเพิ่มความเคลิ้มเข้าไปอีก Wrong บีทกลองขึ้นเจ๋งมากๆ เสียงร้องเคล้าออโต้จูน เรื้อยๆ คล้อยไปตามจังหวะเพลง ข้ามแทร็คนี้ถือว่าผิดเลยล่ะ Something To Feel ตัวเพลงอิมแพคแรงจนผมขนลุกเลยล่ะ Looking 4 It เพลงนี้โคตรหลอนเลย แค่อินโทรเปียโนก็กินขาดแล้ว เสียงแหลมของทีนาเช่ช่วยเพิ่มความหลอนได้โดยไม่ต้องอาศัยออโต้จูนแต่อย่างใด บรรยากาศเพลงลึกลับวังเวงๆอย่างนี้ถูกใจข้าพเจ้าเลยล่ะ Wanderer เพลงนี้ข้าพเจ้าชอบเช่นกัน ทีนาเช่โชว์สกิลแร็พได้น่ารักดี ท่อนฮุกละเมียดละมัยดี Worth It เพลงนี้ข้าพเจ้าว่าดูเป็นเพลงตลาดสุดล่ะ ฟังได้เรื่อยๆยังไม่มีอะไรน่าสนใจมากเท่ากับเพลงที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องเป่า Saxophone ปิดท้ายก็ตาม ปิดท้ายด้วยเพลง Just the Way I Like You ใส่ความเป็นไซคลิเดลิกเต็มที่ ซาวน์ดแกว่งๆ เคล้าเสียงร้องเอคโค่ๆ ออกแนวหนวกหูไปนิดนึง แต่ยังดีที่มีเสียงร้องเคล้าคลอบ้างในตอนท้าย