วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รีวิวหนัง Straight Outta Compton หนังที่ให้อะไรมากกว่าฮิพฮอพ (Spoil แหลกราน)


หนังที่ให้อะไรมากกว่าฮิพฮอพ





สัปดาห์นี้ ผู้เขียนขอสวมบทบาทเป็นนักรีวิวหนังชั่วคราว เพราะหนังที่ผู้เขียนรีวิวในวันนี้เป็นหนังอัตชีวประวัติของวงแก๊งส์เตอร์ฮิพฮอพ N.W.A. อย่าง Straight Outta Compton N.W.A. เป็นวงฮิพฮอพที่เป็นจุดกำเนิดแนวเพลงฮิพฮอพยุคแรกๆและไอคอนฮิพฮอพแก๊งส์เตอร์มาจนถึงทุกวันนี้ หนังฉายตั้งแต่เดือนที่แล้ว ผู้อ่านคงด่าผมในใจแน่เลยว่า ฉายตั้งนานแล้ว ยังจะสะเออะมารีวิวอีก ขอโทษที่รีวิวมาช้าเพราะ งานประจำของผู้เขียนเยอะมากๆ เลยไม่มีเวลามานั่งเขียนรีวิวยาวๆ แต่ก็อ่านแล้วไปหาโหลดมาดูก็ได้ครับ


N.W.A ย่อมาจาก Niggaz Wit Attitude แปลเป็นไทยว่า คนดำผู้หยิ่งผยอง สมาชิกของวง N.W.A ประกอบไปด้วย  Eric Wright (a.k.a. Easy-E) หัวหน้าวงซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 31 ปี ส่วนสมาชิกอีกสี่คนที่เหลือยังมีชีวิตอยู่ อาทิ Ice Cube  Dr.Dre หลายๆคนน่าจะรู้จักสองคนนี้เป็นอย่างดี รายแรกเป็นนักแสดงหนังฮอลลีวูดชื่อดังจากหนังเรื่อง 21 Jump Steet , xXx ภาคสอง ส่วนรายต่อมาก็เป็นโปรดิวซ์เซอร์และเจ้าของค่ายเพลง Aftermath Entertainment มีศิลปินในสังกัดอย่าง Snoop Dogg , Eminem , The Game , 50 Cent และ Kendrick Lamar และเป็นนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีจากการขายหูฟังที่รู้จักกันทั่วโลกอย่าง Beats By Dr.Dre นั่นเอง แถมขายหุ้นให้ apple ไปแล้วเรียบร้อย ทั้งคู่ได้ดิบได้ดีตามอัตภาพ นอกจากนี้ยังมี MC Ren และ DJ Yella เป็นสมาชิกแกนหลักของวงด้วย 




ชื่อหนังเรื่องนี้ตั้งตามชื่ออัลบั้มแรกที่สร้างชื่อเสียงให้วงอย่างมากมาย และเป็นอัลบั้มฮิพฮอพอัลบั้มแรกๆที่กล้านำเสนอเนื้อหาหยาบคายไม่แคร์สื่อ แอนตี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรมกับชาวผิวสีอาชญากรรมบนท้องถนน ยาเสพติด และเพศมารวมอยู่ในงานเพลง ผสมผสานดนตรีที่มีความเป็นฮาร์ดคอ จังหวะสนุกๆ จึงทำให้อัลบั้มชุดนี้กลายเป็นที่โจษจันท์ของคนทั่วโลก และติดอันดับอัลบั้มฮิพฮอพในตำนานจนถึงทุกวันนี้


หนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับผิวสีอย่าง F.Gary Gray เคยผ่านงานหนังสุดมันส์อย่าง The Italian Job , The Negotiator และ Law Abiding Citizen และล่าสุดพี่แกกำลังจะได้เป็นผู้กำกับหนังซิ่งรถ Fast 8 ที่จะเข้าฉายในปีหน้าอีกด้วย โปรไฟล์ธรรมดาซะที่ไหน นอกจากนี้เจ้าของประวัติตัวจริงอย่าง Dr.Dre และ Ice Cube มาร่วมเป็นโปรดิวซ์เซอร์อีกด้วย เรียกได้ว่ารู้ลึกแบบไม่ตกหล่นแน่นอน 



เข้าพาร์ทรีวิวหนังกันเลยดีกว่า รีวิวนี้วิจารณ์ผสมสปอยล์เน้นๆจะว่าไปแล้วก็เล่าความจริงของวงนี้แหละ ก็หนังมันสร้างจากเรื่องจริงนี่หว่า ใครที่ยังไม่ได้ดู และอยากรู้หนังเรื่องนี้น่าดูอ่ะเปล่า ไปอ่านที่หัวข้อ *เขตปลอดสปอยล์* ด้านล่างได้เลย แต่ถ้าใครดูแล้วหรือยังไม่ได้ดูแต่อยากอ่านก็เชิญอ่านเลยครัช


*** สปอยล์ว่ะพวก

หนังเรื่องนี้ผมขอแบ่งเป็น 3 พาร์ทเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น 


Part 1 : The Beginning Of N.W.A

หนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่สามสมาชิกหลักๆอย่าง Easy-E , Dr.Dre และ Ice Cube ส่วนสองสมาชิกที่เหลืออย่าง Mc Ren และ DJ Yella หนังให้น้ำหนักค่อนข้างน้อยพอสมควร จึงกลายเป็นแค่ตัวประกอบไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าความยาวของหนังจะมากถึง 147 นาทีก็ตาม แต่หนังอัตชีวประวัติเรื่องนี้ทำออกมาไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย แอบใส่ความบันเทิงเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากเปิดเรื่องที่โฟกัสไปที่ Easy-E ไปรับเงินจากแก๊งค์ค้ายา ทำออกมาได้ตื่นเต้นเร้าใจ สมจริง เป็น First Impression ของแท้ ฉาก Dr.Dre ถือเป็นฉากที่แสดงจุดยืนของเฮียเดรชัดเจน ว่าไม่ต้องการทำงานออฟฟิศ ออกเดินทางตามหาฝัน



ฉากที่ Ice Cube โดนแก๊งค์มาเฟียจี้กลางรถบัส บีบหัวใจอยู่ไม่น้อย ฉากโชว์พรสวรรค์ของ Dr.Dre และ Ice Cube ทำออกมาได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากเล่นดนตรีกลางผับที่ไอซ์ คิวป์ โชว์เพลง Gangsta Gangsta ซึ่งเป็นเพลงที่ข้าพเจ้าโคตรชอบ จนข้าพเจ้าแอบร้องตามเลยทีเดียว ฉากในคลับนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่สมาชิกทั้งห้าได้เจอกัน นำมาสู่การรวมวงในที่สุด 

หนังก็เพิ่มตัวละครสำคัญอีกตัวนึงนั่นก็คือ Jerry Heller ผู้จัดการวงที่ Easy-E ไปเจอในโรงงานปั๊มแผ่น (รับบทโดย Paul Giamatti) ต่อจากนั้นพยายามใส่ประเด็นตำรวจเหยียดผิวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ Ice Cube โดนตำรวจตรวจค้นยา ทั้งๆที่ไปคุยกับเดรเรื่องงานเพลงเฉยๆ ยัดข้อหาให้ Dr.Dre นอนคุกฟรี 1 คืน ด้วยข้อหาทะเลาะวิวาท ทั้งๆที่ตัวเองกำลังห้ามน้องชายที่กำลังมีเรื่องกับคนในคลับ หรือแม้กระทั่งตอนที่กำลังทำเพลงใหม่ แค่ยืนไปออกข้างนอกเป็นกลุ่มเป็นก้อนก็หาว่าเป็นแก๊งส์เตอร์ อันธพาลกำลังจะก่ออาชญากรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมเห็นว่า ทำไมพวกเขาต้องแต่งเพลงด่าตำรวจอย่าง Fuck Tha Police ด้วย น้ำหนักที่ใส่ลงไปในหนังก็ถือว่าเพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมเริ่มหมั่นไส้ตำรวจที่ชอบเหมารวมพวกผิวสีว่าเป็นคนเลว ค้ายา ซะเหลือเกิน


Part 2 : Rise And Fall (Partนี้ ยาวสุด)



เมื่อเพลง Fuck Tha Police โด่งดัง และอัลบั้ม Straight Outta Compton ออกวางจำหน่าย N.W.A ก็ถูกยกสถานะเป็นแร็พเปอร์ซุปตาร์ทันที อัลบั้มขายดี เดินสายออกทัวร์บ่อยชึ้น เริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ และถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยการนำศิลปะที่เรียกว่าเพลงแร็พไม่ยอมอ่อนข้อให้ตำรวจเหยียดผิวอีกต่อไป  ในขณะเดียวกันก็ไม่วายโดนตำรวจคอยห้ามปรามไม่ให้เล่นเพลง Fuck Tha Police อยู่เรื่อย แต่นี่คือ N.W.A เว้ย พวกกรูไม่แคร์  โดนจับขังคุก ไปปรับทัศนคติจนได้ ในฉากที่สมาชิกทั้งห้าโดนจับ เราจะเห็นได้ว่า เพลงมีอิทธิพลต่อคนฟังมากๆ แฟนเพลงถึงขั้นไปห้ามปรามตำรวจเลยทีเดียว ผู้ชมได้เห็นรังสีความเป็นฮีโร่ขึ้นมาทันที ทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากเอาใจช่วยพวกเขาจริงๆ อัลบั้ม Straight Outta Compton จึงเป็นจุดพีควงการบันเทิงของห้าหนุ่มเมืองคอมป์ตัน 

มีแฟนคลับก็ต้องมีแฟนเกลียดเป็นเรื่องธรรมดา ในช่วงนั้น N.W.A โดนโจมตีรอบด้าน ไม่ได้โดนโจมตีจากตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่ยังโดนสื่อประโคมข่าวด้วย จะเห็นได้ว่าคนดำไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ในสายตาชาวมะกัน ชาวมะกันบางคนก็หูเบาโดนสื่อกรอกหูทุกวัน อดรนทนไม่ไหวเอาซีดีของวงที่ซื้อมาไปทำลายทิ้งซะงั้น จน Easy-E เหน็บคนพวกนี้แบบแสบๆว่า มึงทำลายแผ่นก็เท่านั้น ไม่ได้เงินคืนจากพวกกรูอยู่ดี ซึ่งก็จริง 5555





หนังเริ่มขยายสเกลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้จำกัดแค่จุดพีคในวงการบันเทิง และการทำหน้าที่เป็นแอนตี้ฮีโร่เพียงอย่างเดียว หนังเริ่มแหย่ประเด็นด้านมืดของชื่อเสียง อำนาจเงินตรา และวงแตก เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่หลงระเริงกับชื่อเสียง ใช้เงินไปกับยาเสพติด กัญชา นารี ปาร์ตี้แทบทุกวัน 







แทรกประเด็นดราม่าที่ Dr.Dre ที่ดันลืมสัญญาที่ได้ให้กับน้องชายตัวเองไว้ว่าจะไปเที่ยวสนุกสนานด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ดันลืม มารู้สึกผิดทีหลังตอนที่น้องชายตายแล้ว ในฉากนี้เราจะได้เห็นมิตรภาพของสมาชิกในวงที่คอยปลอบประโลม Dr.Dre และสัญญาว่าจะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกัน (จริงเหรอ) ต่อจากนั้นก็เพิ่มประเด็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเป็นระยะๆ ซึ่งคนที่เริ่มเห็นว่า Jerry Heller และ Easy-E กำลังเอาเปรียบเรื่องผลประโยชน์ของสมาชิกของวงนั่นก็คือ Ice Cube จนสุดท้าย Ice Cube เองเลือกที่จะปลีกตัวออกจากวงแทน เพื่อไปทำงานเพลงโซโล่เดี่ยว เพราะเห็นว่า Jerry นั้นกำลังปั่นหัวทุกๆคนอยู่ ฟังดูแล้วไอซ์ คิวป์ ไม่น่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสมาชิกของวง เพราะรู้อยู่ดีว่า Jerry ต่างหากเป็นตัวปัญหาที่กำลังแอบตักตวงผลประโยชน์อย่างเงียบๆ ถึงจะออกจากค่ายเก่าแล้ว ไปอยู่ค่ายใหม่ก็ยังคงมีปัญหาอยู่ดีครับ ไม่จ่ายเงินตามสัญญา ทั้งๆที่อัลบั้มฮิตติดชาร์ตอันดับต้นๆของ Billboard 200 กระแสงานเพลงที่กำลังไปได้สวยก็จริง สมาชิกวง N.W.A ที่เหลือก็เริ่มอิจฉาออกผลงานอีพี 100 Miles And Runnin' มาข่ม Ice Cube ที่ออกจากวงไปอย่างน่าตาเฉย มหากาพย์ Diss กันไปมาจึงเริ่มปะทุขึ้น  Ice Cube เลยไม่น้อยหน้าปล่อยอัลบั้ม Death Certificate โดยมีซิงเกิ้ลเพลง No Vaseline ออกมาจวกอดีตสมาชิกของวงกลับ เหยียดชาวยิว จนทำเอาเพื่อนร่วมวงเก่าแทบเสียศูนย์ Jerry เกือบแจ้งความเอาเรื่องเลยทีเดียว  เป็นฉากที่พีคอีกฉากนึง ผมนี่จดจ่อกวาดสายตาอ่านซับไทย ด่าได้มันส์โคตร ณ จุดนี้ N.W.A เลยออกอัลบั้มชุดที่สอง Niggaz4Life ตามมา เราจะได้เห็นจุดแตกหักของ N.W.A มากขึ้นเรื่อยๆ  Dr.Dre เริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของสัญญาของ Jerry สัญญาที่อีซี่ย์เคยให้ไว้ตอนที่น้องชายของเดร กลับกลายเป็นแค่ลมปาก เพราะเห็นแก่เงิน จึงเป็นเหตุให้  Dr.Dre ต้องปลีกวิเวกออกไปทำค่ายเพลงร่วมกับ Suge Knight นักเลงคอมป์ตันโดยกำเนิด ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของค่ายเพลงสุดอื้อฉาวนามว่า Death Row Record ที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง 2Pac , Snoop Dogg รวมไปถึง Dr.Dre เองด้วย





ในช่วงตั้งค่ายใหม่ๆเราจะเห็นได้ว่า Suge Knight เหี้ยมากๆ ขอใช้คำนี้เลยครับ เล่นสกปรกกับศิลปินค่ายอื่น ตั้งตนเป็นมาเฟีย นิสัยมือไม่พายเอาเท้าราน้ำด้วยครับ ยังไงหรอ เป็นปลิงเกาะ Dr.Dre ไงล่ะครัช Dr.Dre ทำงานเพลงแทบตาย เสือกผลาญเงิน แถมขู่ Easy-E ให้ออกค่าย Ruthless อีกด้วย ซึ่งในชีวิตจริงก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มีวีรกรรมหลายอย่างเลยล่ะครัชสำหรับ Suge Knight ในช่วงตั้งค่าย Death Row Record หนังได้เพิ่มสองตัวละครรับเชิญซึ่งมีอยู่จริงบนโลกใบนี้อย่าง Snoop Dogg และ Tupac ด้วย ซึ่งใครที่เป็นสาวกฮิพฮอพที่ได้ดูคงยิ้มร่าอยู่ไม่น้อยทำให้เราคิดถึงฮิพฮอพยุค 90 ทันที ซึ่งยุคนี้ถือเป็นยุคทองของดนตรีฮิพฮอพอย่างแท้จริง 



หนังเลือกที่จะโฟกัสการทำงานโซโล่อัลบั้มเดี่ยวของ Dr.Dre ที่มีชื่อว่า The Chronic เป็นอัลบั้มฮิพฮอพสุดคลาสสิค ต้นกำเนิดฮิพฮอพแนว G-Funk อันเป็นดนตรีท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของฮิพฮอพฝั่ง West Coast โดยในหนังได้เผยการทำงานเพลงของ Dr.Dre กับ Snoop Dogg ซึ่งทั้งคู่ได้โชว์ศักยภาพก่อให้เกิดซิงเกิ้ลฮิพฮอพในตำนานอย่าง Nutin' But A "G" Thang ข้าพเจ้าอดใจไม่อยู่ แอบแร็พตามเลยล่ะ เพลงมันเจ๋งนี่หว่า แต่น่าเสียดายครับ ที่หนังไม่ได้โฟกัสไปที่การทำเพลง Diss อดีตเพื่อนร่วมวงอย่าง Easy-E ถ้าใครเป็นแฟนเพลงฮิพฮอพจะเห็นได้ว่า มีเพลงเหน็บแนม Easy-E รวมอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ด้วย ทำให้ผมมองเห็นว่า หนังยังจี้ประเด็นมิตรภาพแตกหักระหว่าง เดร กับ อีซี่ ยังไม่เพียงพอและไม่สุด ซึ่งอาจจะทำให้แฟนเพลงฮิพฮอพนั้นรู้สึกว่าเหมือนขาดประเด็นสำคัญบางอย่าง แถมมีฉากนึงที่อีซี่ย์เห็นป้ายบิลบอร์ดโปรโมทอัลบั้ม The Chronic แล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ผมว่ามันแปลกๆนะ โดนด่าซะขนาดนั้น ยังยิ้มได้อยู่รึเนี่ย

ต่อมาหนังได้เพิ่มตัวละครประกอบเพิ่มมาอีกหนึ่งคนซึ่งนั้นก็คือ 2Pac นั่นเอง คนที่แสดงเป็นทูแพ็ค หน้าตาเหมือนโคตรๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเทคโนโลยีกราฟฟิคปรับแต่งหน้ารึเปล่า หน้าเหมือนจริงๆ เราจะได้เห็นทูแพ็คและเดรกำลังอัดเพลง Hail Mary และ California Love ซึ่งข้าพเจ้าก็อดจะแร็พตามไม่ได้เช่นกัน Dr.Dre เริ่มเห็นสันดานเหี้ยๆของ Suge Knight เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้เงินแหลกราญ เกาะเพื่อนกิน แถมมีนิสัยที่เป็นอันธพาลจอมโหด Dr.Dre เริ่มทบทวนตัวเองและทำตัวออกห่างจาก Suge Knight เลยตัดสินใจออกจากค่าย

Easy-E ก็เช่นกันหลังจากที่มืดหน้าตามัวอยู่ตั้งนานว่า โดน Jerry หลอกแดก จึงตัดสินใจออกจากค่ายเช่นกัน เราจะเห็นได้ว่า Easy-E เริ่มมีชีวิตที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จากที่เคยใช้ชีวิตหรูๆ ก็ต้องขายทิ้ง จนแทบจะไม่เหลืออะไร แต่ยังโชคดีที่ยังมีแฟนสาวคอยชี้ทางสว่างให้ อีซี่ย์เริ่มคิดถึงอดีตเพื่อนร่วมวงมากขึ้น โทรติดต่อหาเพื่อนเก่า Dr.Dre และตัดสินใจเดินเข้าไปหา Ice Cube เป็นคนแรก เพื่อรียูเนี่ยน N.W.A อีกครั้ง


Part 3 : The End Of N.W.A (R.I.P Easy-E)




ฉากที่ Easy-E คุยกับเพื่อนเก่าไม่ว่าจะเป็น ดร.เดร กับ ไอซ์ คิวป์ ถือเป็นฉากที่ผมประทับใจมากๆครับ ที่ได้เห็นมิตรภาพที่ดีงามหลงเหลืออยู่ และการให้อภัยซึ่งกันและกัน เป็นฉากที่ซาบซึ้งมากๆครับ เรื่องรียูเนี่ยนวงกำลังไปได้สวย แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับ Easy-E เข้าอย่างจัง เมื่ออีซี่ย์กลับล้มป่วยหมดสติ และผลการตรวจโรคก็พบว่า ติดเชื้อ HIV ว่าง่ายเป็นโรคเอดส์นั่นเอง เป็นฉากที่สะเทือนใจคนดูมากๆครับ มิตรภาพกำลังลงรอยแท้ๆ แต่หัวหน้าวงตัวจริงมีชีวิตอยู่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตอนที่ดร.เดรมาเยี่ยมไข้ เป็นฉากที่เศร้าสุดๆเลยครับ และแล้วอีซี่ย์ก็จากไปอย่างสงบด้วยวัย 31 ปี ในหนังได้เอาภาพเหตุการณ์จริงที่แฟนเพลงร่วมจุดเทียนไว้อาลัย ถึงผมรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร ก็เศร้าอยู่ดีครับ 


หนังปิดท้ายด้วยการที่ Dr.Dre ไปค่าย Death Row Record แล้วไปบอกลา Suge Knight ต่อไปนี้กูจะเป็นนายของตัวเองแล้ว Suge Knight ถามต่อไปว่า เอ็งจะไปทำอะไรต่อ ดร.เดรสวนกลับ ไปตั้งค่ายเพลงเป็นของตัวเอง ชื่อค่ายมึงชื่ออะไร ซูสถามต่อ ดร.เดรตอบคำถามสุดท้ายว่า Aftermath แล้วเดินจากไปอย่างเท่ๆ


*เขตปลอดสปอยล์ รีวิวเพียวๆ*

ในฐานะที่ผมเป็นแฟนเพลงฮิพฮอพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมรู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากๆครับ เป็นหนังที่นำเสนอความเป็น Rise And Fall ได้ครบเกือบทุกด้านเลยครับ  นอกจากนี้ยังทำให้ผมรู้ประวัติศาสตร์ฮิพฮอพและด้านมืดของวงการฮิพฮอพในแบบที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนด้วย ประทับใจที่หนังเลือกที่จะเพิ่มตัวละครที่เป็นแร็พเปอร์ในตำนานอย่าง Snoop Dogg และ 2Pac มาให้เราระลึกถึงอีกด้วย ถือเป็นการสนองความต้องการของแฟนเพลงฮิพฮอพรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริงเลยล่ะครัช ถึงหนังอาจจะขาดดีเทลสำคัญบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การทำงานเพลงเดี่ยวของ Easy-E และ การที่ Dr.Dre แต่งเพลงด่า Easy-E แต่ด้วยเรื่องของข้อจำกัดของเวลาที่ไม่สามารถนำเสนอ Fact ออกมาได้เต็มที่ เป็นสิ่งที่ยอมกันได้ครับ



ชอบที่หนังไม่ได้จำกัดแค่ จุดพีคของ N.W.A เพียงอย่างเดียว แต่หนังขยายขอบเขตไปมากกว่านั้น เข้าถึงความเป็น Rise And Fall ได้อย่างแท้จริง หนังนำเสนอด้านมืดของชื่อเสียงได้อย่างถึงแก่น อาจจะไม่มากเท่ากับหนังดราม่ารางวัลออสการ์ก็ตาม แต่มันก็ทำให้เราได้อิ่มไปกับข้อคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าตอนแรกคุณจะเป็นแอนตี้ฮีโร่ที่แต่งเพลงก่อกบฎกับอำนาจไม่ชอบธรรมของตำรวจ แต่ก็อุดมการณ์ที่มีอยู่เดิมก็หมดหายไป เพราะเลือกเดินผิดทาง แทนที่จะแต่งเพลง รวมพลังกันเพื่อออกผลงานเพลงให้แฟนเพลงได้ฟังกันต่อไปตามเจตนารมย์ที่เคยตั้งไว้ แต่กลับมืดหน้าตามัวไปกับอำนาจของเงิน ชื่อเสียง และผลประโยชน์ที่ทำลายมิตรภาพได้มากถึงขนาดนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีให้กับศิลปินในวงการรุ่นหลังๆหรือคนที่กำลังเป็นใหญ่เป็นโตในสังคม ว่าคุณไม่ควรใช้ชีวิตหลงระเริงกับชื่อเสียงจนเกินไป จนหลงลืมอุดมการณ์ที่เคยให้ไว้กับคนอื่น ลืมคนสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว และ ผองเพื่อนที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกัน สุดท้ายถ้าคุณใช้ชีวิตไม่ระมัดระวัง คุณอาจจะมีจุดจบแบบในหนังเรื่องนี้ก็ได้ ซึ่งนั่นเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงเลยนะครัช 

อีกอย่างที่ผมขอชื่นชมทีมโปรดิวซ์เซอร์และผู้กำกับของหนังคือ เค้าแคร์กลุ่มคนดูทั่วไปที่ไม่ใช่คอเพลงฮิพฮอพอยู่พอสมควร ทำหนังออกมาให้คนดูหนังทั่วไปได้เข้าใจง่าย ไม่ยากจนเกินไป ตรงไปตรงมา และมันอาจจะทำให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวแอบติดใจแนวเพลงนี้ แล้วไปตามฟังผลงานเก่าๆของพวกเขาเลยก็ว่าได้ ถือเป็นหนังที่อาจเปิดประตูให้กับคนดูทั่วไปได้เปิดใจกับเพลงแนวนี้ก็เป็นไปได้ครับ และสิ่งที่คนดูทั่วไปได้จากหนังเรื่องนี้ไปเต็มๆนั่นก็คือ ความบันเทิง และ สาระเต็มๆ ผมเชื่อว่ากลุ่มคนดูทั่วไปดูเรื่องนี้แล้วอิ่มแน่นอนครับ นำเสนอได้อย่างซื่อสัตย์กับคนดูสุดๆครับ

จบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้




FB : https://www.facebook.com/fungpaifungma


วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

[รีวิวเก่าเล่าใหม่] G I R L - Pharrell Williams

โคตรเฟมมินิสต์





ในวงการเพลงยุคนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก Pharrell Williams แร็พเปอร์สมาชิกวงอัลเทอร์เนทีฟฮิพฮอพสุดแนว N.E.R.D และโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุค ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จให้กับศิลปินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Jay-Z , Frank Ocean , Daft Punk ,  Nelly และ Justin Timberlake มาพร้อมกับ studio album ชุดที่ 2 ที่มีชื่อว่า G I R L  โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้ไปทางแดนซ์ป็อบ funk neo soul r&b ซะส่วนใหญ่ เนื้อหานี่โลกสวยสุดๆเลย เชิดชูคุณผู้หญิงเอามากๆตามชื่ออัลบั้มเลย ที่สำคัญไม่มีเนื้อหาทะลึ่งๆอีกด้วย ไม่มีพิษมีภัย เข้าถึงทุกวัย ผู้ชายฟังได้ผู้หญิงฟังดี เมื่ออัลบั้มวางขายเท่านั้นแหละ เทรนด์แฟชั่นผ้าคุมอาบน้ำก็มาแรงทันที จนเฮียแกต้องรีแกรมในอินสตาแกรมเลย เป็นการโปรโมทอัลบั้มไปในตัวด้วย เฮียฟาเรลถือเป็นศิลปินไอคอนระดับแถวหน้าของโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ได้มีดีแค่โปรดิวซ์เพลง ร้องเพลงเพียงอย่างเดียว ยังมีหัวทางแฟชั่นการแต่งตัวด้วย เป็นเจ้าของแบรด์เสื้อผ้า iamother แถมไปเป็นดีไซน์เนอร์ให้กับเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง uniqlo ผมเชื่อว่าถ้าใครเป็นสาวกของเฮีย คงซื้อเสื้อผ้าคอลเลคชั่นของเฮียติดไม้ติดมืออย่างน้อย 1-2 ตัวแน่นอน (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) ออกแบบรองเท้า adidas รองเท้า supercolor ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองระยะนึง สไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่น ไม่แปลกใจเลยว่า เฮียฟาเรลจึงเป็นศิลปินไอคอนขวัญใจคนทั่วโลกได้อย่างสำเร็จ                 




เข้าพาร์ทรีวิวกันดีกว่า เปิดตัวด้วยดนตรีคลาสสิค ให้ความรู้สึกอลังกาลอย่าง Marilyn Monroe  ฟังแล้วรู้สึกเคลิ้ม และตบด้วยบีทเท่ห์ๆ ให้อารมณ์ retro นิดๆ ชวนโยกหัวอาร์แอนด์บีจังหวะสนุกๆ เด่นด้วยเสียงร้องฟาร์เลลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้แบ็คอัพประสานเสียงช่วยเสริม ยิ่งทำให้เพลงดูมีมิติมากขึ้น ชอบครับ ฟังเพลินดี เนื้อหาเชิดชูวีรสตรี Brand New (duet with Justin Timberlake)  ว้าว ! นี่แหละสิ่งที่ผมต้องการ ดนตรีฟังสนุกมาก โดดเด้ง เฟรช ผ่อนคลาย เป็นการดูเอ็ทที่สมน้ำสมเนื้อมากๆ จังหวะเพลงลงตัวสุดๆ ไม่มี JT นี่ เพลงจะดูจืดทันที เพราะ JT ช่วยเพลงนี้ได้เยอะเลย แทบจะแย่งซีนเจ้าของเพลงเลยทีเดียว หลายๆคนคงคิดไปไกลเลยว่า นี่มัน 20/20 experience ชัดๆ สไตล์คล้ายๆกันเลย เชียร์ให้ตัดเป็นซิงเกิ้ล Hunter ชวนโยกหัวด้วยเพลงกลิ่นอายฟังก์กี้ ดนตรีดูโดดเด่นดี แต่พอฟังไปเรื่อยๆก็แอบรำคาญนิดๆ ไม่มีเบรกกันเลย ออกแนวโทนเดียวซะงั้น เสียงร้องของฟาเรลล์สูงไป ฟังแล้วเลี่ยน เบรคด้วยเพลงป็อบ ช้าๆ Gush ฟังสบายๆได้เรื่อยๆ แต่ยังไม่โดดเด่นพอ หาฟังได้ทั่วไป เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมรู้สึกเฉยๆสุดล่ะ ถ้าจะข้ามเพลงนี้ก็ไม่เสียหายประการใด เป็นการเพลงที่แอบฆ่าเวลาชัดๆ




Happy ผมเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักเพลงนี้อย่างแน่นอน อันดับหนึ่งบนบิลบอร์ด ณ ขณะนี้ คลื่นวิทยุในบ้านเราก็กระหน่ำเปิดเพลงนี้กันจัง เหมือนว่านึกอะไรไม่ออก ตูเปิดแฮปปี้ไว้ก่อน ดนตรีชวนโยกย้าย กลิ่นอาย pop neo soul ติดหูด้วยเสียงร้องของฟาเรลล์อันเป็นเอกลักษณ์ รื่นหูไม่มีพิษมีภัย ฟังแล้วมีความสุข อารมณ์ดีสมชื่อเพลงเลย หากใครอยากฟังเพลงคลายเครียด แน่นอนเพลงนี้คงเป็นตัวเลือกที่ดี ไม่แปลกใจเลยว่าเพลงนี้เอาไปใช้เป็นแคมเปนเพลงประจำวันแห่งความสุขโลกวันที่ 20 มีนาคม

Come Get It Bae (featuring Miley Cyrus) ขึ้นมาก็ฟังก์จ๋าเลย บีทเทห์ดี กลมกลืนดี แถมยังได้น้องไหมมาร่วมแจมด้วย ออกแนวทะลึ่ง ขี้เล่นนิดๆ แต่ไม่โจ๋งครึ้มจนดูน่าเกลียดเกินไป ฟังสนุกดี ท่อนฮุกติดหูดี



Gust of Wind  ฟังแล้วรู้เลยว่าเพลงนี้ต้องมีดาฟต์พังก์มาร่วมแจมแน่ๆ สไตล์เพลงได้อารมณ์คล้ายๆกับ Lose youlself To Dance ชัดๆ disco จ๋า เป็นการแจมกันอีกครั้ง ที่ทำได้ลงตัวอีกเช่นเคย เรียกได้ว่า Daft Punk กลายเป็นเพื่อนยากของฟาเรลล์ไปแล้ว เค้าเกิดมาเป็นของคู่กันตั้งแต่ Get Lucky แล้วล่ะ ท่อนฮุกติดหูอย่างแรง ฟังแล้วคลิ๊กเลย ถูกใจคุณแน่นอน  Lost Queen อารมณ์ของเพลงนี้คล้ายๆป่าดงดิบเลย เหมือนกับได้เจอกับราชินีป่าอย่างไงอย่างงั้น เนิบๆช้าๆ ฟังแล้วแอบหลับนิดๆ อาจมีเบื่อไปบ้าง แต่อย่าเพิ่งข้ามเพลงนี้ ฟังเสียงลมเสียงทะเลไปพลางๆ ก่อนเข้าสู่ Hidden Track ในช่วง 3นาทีสุดท้าย Freq ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เด็ดดวงมากๆ soul จ๋า ฟังสบายๆ สมูท นิ่มนวล คอรัสเสริม ทำให้ฟังดูน่ารักดี ให้ความรู้สึกเคลิ้ม ถ้าจะข้าม part lost queen มาที่ช่วง 4:24 ก็ได้นะ Know Who You Are (duet with Alicia Keys) ดูเอ็ทกันต่ออีกหนึ่งเพลง คราวนี้ได้ตัวแม่มาร่วมแจมเลย ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นเพลงช้าๆ โชว์พลังเสียงล้วนๆ ออกแนวน่าเบื่อ แต่ว้าว ! แค่อินโทรก็ฟินไปกว่าครึ่งแล้ว แนวเร้กเก้สนุกๆชวนโยกหัวดี เบสไหลเป็นน้ำ พออลิเชียมาแจมเท่านั้นแหละ ฟินสุโค่ยเลย บ่องตงว่า ถ้าไม่เชิญเจ๊คนนี้มา โคตรเสียดายเลย มันใช่เลยอ่ะ เป็นอีกหนึ่งเพลงเด็ดที่ไม่ควรมองข้ามเลยล่ะ



It Girl นี่ไม่ใช่การเอาเพลงของ Jason Derulo มาคัพเวอร์ใหม่นะ แต่เป็นในฉบับของพี่แกเอง slow jam rock เท่ๆ ชวนโยก เจ๋งดีครับ เฟี้ยวฟ้าวโคตรๆ แต่เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่จบค่อนข้างค้างคาไปหน่อย ปล่อยoutro ลากยาวเฉยเลย จบไม่สนิทซะงั้น เอ็มวีมาในสไตล์อะนิเมผสมกัยวีดีโอเกม จี๊ดจ๊าด น่ารักดีครับ สดใส แบ๊วๆ


เป็นอัลบั้มที่ทำได้ดีพอสมควร ฟังเอาผ่อนคลายได้ มีเพลงติดหูเกินครึ่งอัลบั้มแน่นอน ความยาวแทร็คกำลังดี จะบอกว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุด ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนะ แน่นอนว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของเพลงช้า ซึ่งบางเพลงยังไม่เฉียบขาดพอ ยังไปไม่สุด ฟังแล้วให้ความรู้สึกฟังเพลงป็อบทั่วๆไป ถ้าเทียบกับเพลงช้าของ Frank Ocean ซึ่งพี่แกทำออกมาได้เทพมากกว่าอัลบั้มตัวเองซะงั้น  แต่ผมว่าเฮียฟาเรลล์มาเบนสายป็อบ-โซลได้อยู่นะ เสียงพี่แกมีเอกลักษณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เก่งเรื่องโปรดิวซ์เพลงอยู่แล้ว สามารถพัฒนาศักยภาพได้อีก


ในอัลบั้มต่อๆไป ได้ดูพี่แกร้องเพลงกันอีกยาวแน่นอน


Top Tracks : Happy , Gust Of Wind , Know Who You Are (duet with Alicia Keys) , Freq (hidden track) , It Girl , Brand New


Give 7/10


Thanks For Reading


See Ya


FB : https://www.facebook.com/fungpaifungma


วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

[รีวิวอัลบั้ม] X - Chris Brown

คงไม่หยุดแค่ปีที่ 10





ทุกครั้งที่ผมเห็นข่าวฉาวของคริส บราวน์ ทีไรก็อดเสียดายไม่ได้จริงๆ ว่าที่ซุปตาร์อนาคตไกลกลับต้องสะดุด เพราะทำร้ายร่างกาย Rihanna อนาคตของบราว์นก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังตีนทันที หลังจากที่เกิดข่าวฉาวครั้งนั้น ผมก็ไม่ได้ฟังชุด Graffiti อีกเลย รู้สึกผิดหวังเลยล่ะ ตอนที่ออกอัลบั้ม F.A.M.E ออกมา ผมก็ยังไม่กล้าฟังนะ ผิดหวังไม่หาย แต่มีเพื่อนหลายคนแนะนำบวกกับช่วงนั้นเบื่ออยากหาอะไรฟัง ผมก็ลองฟังดู ผมรู้สึกว่า F.A.M.E ทำออกมาได้โอเคอยู่ ฟังได้เรื่อยๆ ส่วน Fortune นั่นเป็นอะไรที่ฉาบฉวยเอามากๆ ชอบง่ายแต่เบื่อไว มีเพลงที่ผมประทับใจแค่ 2-3 เพลงเท่านั้น  จนมาถึงอัลบั้มล่าสุด X  แนวเพลงในชุดนี้มีซาวน์ดแตกต่างจากชุดก่อนอย่าง Exclusive, F.A.M.E และ Fortune อย่างเห็นได้ชัด ดูไม่ mainstream จ๋า ออกไปทางดิบๆ เนื้อหาเพลงก็หลากหลาย มีทั้ง EDM มันส์ๆ ชวนเต้น ยั่วยวน หวือหวา โรแมนติกบ้างนิดๆหน่อยๆ จิกกัดหญิง เปรียบเปรยพรรณาก็ยังมี สะท้อนตัวตนตัวเองได้ดี คอนเซปต์ X คือ ประสบการณ์ทางดนตรีสิบปีตามอักษรโรมันของบราว์น และตัดพ้ออดีตอันเลวร้ายที่ผ่านมาอีกด้วย (อย่าจำสับสนกับ Ed Sheeran อันนั้น Multiply)




X ไตเติ้ลแทร็คเปิดอัลบั้มที่บอกคอนเซปต์อัลบั้มได้เกือบหมดแล้ว ได้ Diplo มาโปรดิวซ์ให้ เป็นจุดออกสตาร์ทได้ดีมาก บีทเลื้อยๆมันส์ๆ กระตุ้นอะดินาลีนได้ดี Add Me In ให้อารมณ์ MJ เวอร์ชั่นล้ำๆ เติมเต็มความฟินได้ดี  




Loyal ซิงเกิ้ลแรกที่ทำออกมา 3 version ทั้ง main version ( Ft. Lil Wanye&Tyga ) west coast (Ft. Lil Wayne , Too Short) และ east coast (Ft.French Montana) ทั้ง 3 เวอร์ชั่นไม่มีความแตกต่างมากซะเท่าไหร่ ต่างกันตรงที่แขกมาฟีท แค่บีทขึ้นเพลงนี่แหล่มได้โลห์มากๆ  ซาวน์ดฮิพฮอพฟังสนุกๆ ไม่น่าเบื่อ บีทหนักๆเถื่อนๆ ได้ฟังกับหูฟังดีๆล่ะก็ สุดยอดไปเลย เป็น First Impression ของผมจริงๆ ฟังแล้วอยากจะขยับแข้งขยับขาเต้นเหมือนในเอ็มวีเพลง เนื้อหาเพลงก็เหน็บแหนม เอ๊ย เหน็บแนมผู้หญิงหน้าเงินนังตัวแสบจนต้องร้อง Ahh This hoes ain't loyal กันทั่วบ้านทั่วเมือง



ตามมาติดๆด้วยซิงเกิ้ลที่สองอย่าง New Flame (Ft.Usher & Rick Ross) ผมไม่ชอบ Beat เพลงนี้ซะเท่าไหร่ ออกแนวโหลไปหน่อยนิดนึง แต่สิ่งที่ช่วยเพลงนี้ได้กลับการร้องดูเอ็ทระหว่างคริส บารวน์ กับ อัชเชอร์นั่นเอง พอจรรโลงใจได้ระดับนึง ส่วนตาอ้วนดำ Rick Ross ไม่จำเป็นสำหรับเพลงนี้ ทั้งสองคนก็เอาอยู่แล้ว




ชวนสาวๆขึ้นสวรรค์ชั้น 7 ด้วยเพลง Song On 12 Plays (Ft.Trey Songz) ว่าที่ซิงเกิ้ลถัดไป โดนใจผู้เขียนอย่างแรง โคตรชอบ ฟังแล้วคลิ้กเลย ริทึ่มกำลังดี โทนสมูท เซ็กซี่อยู่ไม่น้อย แฟนคลับของคริสหลายคนโหวตให้เพลงนี้คือที่สุด และผมเชื่อว่าเพลงนี้ต้องอยู่ในลิสต์ต้นๆของใครหลายคนอย่างแน่นอน 101 Interlude สั้นๆ สไตล์ Trey Songz จ๋าเลย ให้อารมณต่อเนื่องจากแทร็คที่แล้ว 




Drown In It ได้นักร้องที่ฉาวยิ่งกว่าบราวน์อย่าง R.Kelly มาร่วมฟีท contemporary R&B ริทึ่มDeep มากๆ พร้อมที่จะดำดิ่งในหูคุณเต็มที่ Came To Do เอาบีทเพลง Loyal มายำใหม่ จนผมเกือบมโนไปว่า นี่มัน Loyal Pt.2 รึเปล่า แต่ไปสืบมาแล้วไม่ใช่นะฮับ ตัวเพลงดูเป็นมิตรกับผู้หญิงมากกว่า Loyal ให้อารมณ์คล้ายๆ Sean Kingston ได้ Akon มาร่วมแจมให้หายคิดถึง Lady In The Glass Dress เป็น interlude ที่ผมชอบมากที่สุดในชุดนี้ อินโทรมิดเทมโปเท่มาก สั้นๆแต่ได้ใจอยู่ ทุกคนน่าจะชอบ มาต่อด้วยอีกหนึ่งเพลงเด่นประจำชุดนี้อย่าง 


Autumn Leaves ซาวนด์เหมือนเอาเพลงของ Nina Simmons มาแซมเปิ้ล อารมณ์เพลงนี้ตัดพ้อโคตรกวีสุดๆ เปรียบเปรยความรักกับฤดูกาล โชดช่วงในช่วงฤดูร้อน เย็นชาเหมือนฤดูหนาว สุดท้ายก็แยกทางกันเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิตามชื่อเพลง ออกแนวขัดกับภาพลักษณ์ของพี่คริสมากๆ ที่ปกติจะไปทางง่ายๆยัดๆเพลงเอาสนุกไม่ต้องคิดมาก สุดท้ายผมก็ชื่นชอบเพลงนี้อยู่ดี มันมีความนุ่มลึกและหนักแน่น ติดหูซะเหลือเกินเมื่อฟังครั้งแรก มันเป็นความแปลกใหม่ของคริส ที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน Kendrick Lamar มาร่วมแร็พได้อย่างยอดเยี่ยม แก้ความเนือยได้ดี ไม่ทำให้ผิดหวัง กล้าการันตีความเจ๋ง 

Do Better R&B จังหวะช้าๆฟังเพลินๆ Brandy ดูเอทร่วม Drunk Texting นี่ก็เจ๋ง เลือกแขกได้ถูกใจมาก เพราะได้ Jhene Aiko อีกหนึ่งคนที่ผมกำลังปลื้มมาร่วมแจมด้วย ทำได้ไม่ผิดหวังจริงๆ Back Vocal มันช่วยให้เพลงมีมิติ ไม่มีเธอคนนี้ เพลงจะดูจืดไปเลย


Don't Be Gone Too Long ได้ Ariana Grande ร่วมร้อง ทำออกมายังไม่ดีเท่าที่ควร ตอนขึ้นเพลงก็ดีนะ แต่ท่อนฮุคมันเหมือนง่ายไปหน่อย มันเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปมาก ใช้แขกรับเชิญไม่คุ้ม Stereotype และ Body Shot EDM มันส์ๆ ซาวนด์ไม่โหลมีมิติ ก็กระตุ้นความมันส์ใช้ได้ See You Around ซาวนด์กีตาร์มาแจมตอนแรกมันดูขัดๆ ผ่านไปเรื่อยๆก็เริ่มโอเคล่ะ ไม่ได้แย่มาก  Time For Love เพลงฟีลกู๊ด แร็พรัวๆ โอเคอยู่

Fine China ซิงเกิ้ลถูกลืมของแท้ ผมรู้สึกประทับใจมากๆ จังหวะฟังก์เพลงนี้โคตรเท่ ซาวนด์กีตาร์ไฟฟ้าก็มีชัยไปกว่าขึ้นแล้ว neo-soul เรียบๆง่ายๆฟังเพลินๆ เจ๋งสุดๆ ถึงเพลงจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ก็มีลีลาอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งก็เอาไปเป็นเพลงแถมใน deluxe version เพลงสุดท้ายเลย เหมาะเหม็งที่จะเป็นเพลงหลักมากกว่าเพลงแถม Lost In Ya Love ก็เหมือนกัน มันชิวเรียบง่ายจังหวะกำลังดี ฟังไปเพลินๆนึกว่าเพลงปิดที่ไหนได้เป็นเพลงแถม


หลังจากที่ฟังอัลบั้ม X แล้ว มันทำให้ผมเห็นพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของ Chris Brown ที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ซะทีเดียว ฟังสนุก มีลูกล่อลูกชนพอสมควร จนผมสามารถบอกได้ว่า นี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของคริส บารวน์ เท่าที่เคยมีมา แต่ยังไม่ถึงขั้น masterpiece มีอะไรพัฒนาอีกเยอะ ต้องจับตาดูไอ้หนุ่มเลือดร้อนคนนี้กันยาวๆ ยังคงมีปีที่ 11 12 ปีต่อๆไปแน่ในวงการเพลง

คงไปได้อีกไกล ถ้าไม่มีข่าวฉาวชุดใหญ่มาสะดุดเสียก่อน


Top Track : Song On 12 Plays (Ft. Trey Songz) , Autumn Leaves (Ft. Kendrick Lamar) , Loyal , X , Drunk Texting (Ft. Jhene Aiko) , Lady In The New Glass (interlude)


Give 8/10         (Variety and Enjoyable)

Thanks For Reading

See Ya


FB : https://www.facebook.com/fungpaifungma

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

[รีวิวอัลบั้ม] Barter 6 - Young Thug (พอสังเขป)

จี๊กโก๋สไตล์





มีลูกเพจท่านนึง ขอให้ผมรีวิวอัลบั้มนี้นานมากแล้ว ต้องขอโทษในความ Late ของผมด้วย จัดไปอย่าให้เสีย มาช้าดีกว่าไม่มา Barter 6 ดีบิวต์อัลบั้มแรกของ Young Thug แร็พเปอร์วัย 23 ปีแห่งเมืองแอตลันตา พี่แกถือเป็นแร็พเปอร์ม้ามืดของปีนี้เลยก็ว่าได้ สไตล์การแร็พคล้ายๆ Lil Wayne แต่เสียงของพี่แกจะออกแนวกวนอวัยวะนิดนึง มีเสียงจี๊ดเล็กๆน้อยมาเป็นระยะๆ ฟังแล้วชวนตบกะโหลก ซึ่งต่างจาก Lil Wayne ที่มีเส้นเสียงที่เข้มกว่า ในปีที่แล้วได้ไปร่วมแจมกับ T.I ในเพลง About That Money ซึ่งผมรู้จัก ยังตั๊ก จากเพลงนี้ (ขอเรียกชื่อนี้นะครับ) ไปร่วมแจมกับ Rich Gang โปรเจคต์ใหญ่ของค่าย Cash Money ของเฮียเบิร์ดแมน ซึ่งแร็พเปอร์ซุปตาร์ไม่ว่าจะเป็น Lil Wayne , Drake และ Nicki Minaj อยู่ในสังกัดนี้แทบทั้งสิ้น โดยแจ้งเกิดจากเพลง Lifestyle ที่มี Birdman (มาพล่ามซะมากกว่า) กับ Rich Homie Quan มาร่วมแจมด้วย ในความคิดผมเป็นเพลงตลก ฮาไอ้ยังตั๊ก มันแร็พท่อนฮุกเนี่ยแหละ  ไลฟ์สตายยยยยยย แลมโบกีเนี่ยยยยยยย ขำโคตร อยากให้ผู้อ่านลองไปฟังดู 

สำหรับอัลบั้ม Barter 6 ใครที่ติดตามข่าวที่ผมโพสในเพจ คงทราบกันดีว่า มีประเด็นฉาวดราม่าในเรื่องปัญหาการตั้งชื่ออัลบั้มชุดนี้ด้วย ซึ่งพี่แกดันไปมีกับแร็พเปอร์ไอดอลของตัวเองอย่าง Lil Wayne ชื่อเดิมของอัลบั้มชุดนี้ชื่อว่า Carter 6 มันดันไปซ้ำกับอัลบั้มมหากาพย์ที่เคยสร้างชื่อให้กับ Lil Wayne เห็นแบบนี้ เฮียลิลเวยน์ก็ฉุนอยู่ไม่น้อยที่" ยังตั๊ก" ดันขโมยความคิดของตัวเองไป จนเจ้าตัวต้องออกโรงขู่ฟ้องร้อง แถมแอบให้สัมภาษณ์จิกกัดแร็พเปอร์รุ่นน้องอีกต่างหาก โดยบอกกับนักข่าวว่า พวกมึงทั้งหลาย อย่าไปฟังอัลบั้มที่มีหน้าปกไอ้ชายแก้ผ้าล่อนจ้อน ทำเอายังตั๊กแอบเซ็งอยู่ไม่น้อย แขวะกันไปกันมาผ่านทวิตเตอร์ จนตอนนี้ข่าวคราวของทั้งคู่ก็เริ่มซาลง 

Perception ของข้าพเจ้าครั้งแรกที่มีต่ออัลบั้ม Barter 6 ของ Young Thug คิดว่าเพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่จะออกไปในทางอันเดอร์กราว เถื่อนมากๆ  บีทดังกระหึ่ม จังหวะหนักหน่วง ตามสไตล์แก๊งส์เตอร์ แต่พอฟังอัลบั้มชุดนี้ ผิดคาด จังหวะเพลงค่อนข้างลื่นหู เล่นบีทไม่โฉ่งฉ่างเกินไป แลดูซอฟต์แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายความเป็นแก๊งส์เตอร์ เปิดอัลบั้มด้วย Constantly Hating มาแบบเรียบง่ายๆ บีทตบเบาๆ แท็ปแร็พ ได้ Birdman มาร่วมแร็พแจม ยังดีหน่อยที่ไม่มาบ่นพล่ามเหมือนเพลงแจมเพลงอื่น 

With That แร็พเปลี่ยนน้ำเสียงไปในโทนเถื่อนๆ แต่จังหวะเพลงยังคงเรียบไม่หนักหน่วง แทร็คถัดไปอย่าง Can't Tell ที่ได้ T.I และ Bossie BadAzz มาร่วมแจม แค่เห็นแขกรับเชิญก็น่าจะรับประกันความมันส์ได้ในระดับนึง ที่ไหนได้ กลับมาแนวเรียบๆเช่นเคย บีทเบาๆ แต่จังหวะเพลงเท่ห์อยู่ไม่น้อย ไม่จำเป็นต้องอาศัยบีทแรงๆ อิมแพคหนักหน่วง ก็เป็นเพลงที่เท่ห์ได้ไม่ยาก 




Check อาศัยซาวน์ดเปียโนทำให้เพลงมีความรื่นรมย์ขึ้นมาในระดับนึง การแร็พก็เข้ากันได้ดีกับจังหวะเพลง อื้มแทร็คนี้ก็เด่น Dream สไตล์ลิล เวยน์ จ๋ามาแต่ไกล Dome มาแบบอึมครึม เพี้ยนนิดๆ โดยเฉพาะท่อนฮุก ยอออออออออ เย เย เย ยอออววววววว ได้แร็พเปอร์ใต้ดิน Duke มาร่วมแจม เพิ่มความเถื่อนเข้าไปอีก




เมายาต่อในเพลง Halftime ชื่อนี้เป็นแสลงมาจากยาสองชนิด Percocet และ Xanax อย่าไปลองนะครัช เพลงยังมาแบบเบาๆ เสียงร้องของยังตั๊กวนเวียนอยู่ในหัว คล้ายๆคุณกำลังโดนยาดังกล่าวปั่นหัวคุณเล่นอยู่ อย่าไปลองนะครัช ขอย้ำอีกรอบ เปลี่ยนแนวมาเป็นแร็พสไตล์แอฟริกันนิดๆด้วยเพลง Amazing 

Knocked Off ได้แขกกิตติมาศักดิ์ ท่านเบบี้ Birdman มาร่วมแจมอีกรอบ มีบทบาทมากขึ้นจากเพลงก่อน OD เสพยาต่อเพื่อให้ลืมเรื่องร้ายๆในอดีต ที่เพื่อนร่วมวงของยังตั๊กโดนฆ่าตาย รวมไปถึง Micheal Brown หนุ่มผิวสีที่ถูกตำรวจผิวขาวฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม เนื่องจากเขาแค่ขโมยบุหรี่ ซึ่งดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อย แต่ตำรวจพวกนั้นกลับทำเกินไป แทร็คปิดท้ายอย่าง Just Might Be ยังตั๊กโชว์แร็พรัว ชอบมาก อย่างน้อยการแร็พดูมีลูกเล่นอะไรให้น่าจดจำบ้าง รัวแบบไม่มั่วซั่วด้วย


Barter 6 โดยรวมแล้วถือว่า ฟังได้เรื่อยๆก็แล้วกันครับ ดนตรีไม่หนักหูอย่างที่คิด บีทไม่โหล ฟังเพลิน การแร็พก็ออกไปในทางยียวน กวนประสาท พอเล่นคำได้บ้างอะไรบ้าง การโห่ร้อง ทำเสียงเจี๊ยวจ๊าวของมัน ช่วยให้เพลงดูมีสีสัน ฟังตั้งแต่ต้นจนจบให้ความรู้สึกที่ไม่หวือหวามากนัก ให้อารมณ์เรื่อยๆ ไม่แย่ ไม่พีคซะทีเดียว เนื้อหาก็วนเวียนอยู่กับเรื่องชีวิตของนักเลงข้างถนน ยังดีที่บางเพลงพอมีมุุมมองให้ความรู้สึกเห็นใจกับผู้คนเหล่านี้อยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะพูดถึงมุมมองเหล่านี้น้อยเกินไป แต่ก็ยังดี เป็นอีกหนึ่งแร็พเปอร์จิิ๊กโก๋ เจี๊ยวจ๊าวที่มีของอยู่ไม่น้อย สกิลการแร็พพอเทียบรัศมีลิล เวยน์ ได้เลยล่ะครับ สิ่งที่ทำให้ Barter 6 เหนือกว่าลิล เวยน์ในบางเรื่องก็คือ การเล่นซาวนด์ดนตรีที่ไม่หนักหูจนเกินไป ทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามและพยายามฟังต่อไปเรื่อยๆมากกว่า เพลิดเพลินเจริญหูเข้าไว้ ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง


เน้นฟัง ไม่เน้นมันส์


Top Tracks : Can't Tell , Check , Dome , Just Might Be

Give 6.5/10





วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

[รีวิวอัลบั้ม] What A Time To Be Alive - Drake & Future

โปรเจคต์ Medium Rare




ตอนแรกที่ข้าพเจ้าได้ฟังเพลง Where Ya At ตอนแรกก็คิดว่า เป็นการแจมปกติ ธรรมดาสามัญทั่วไป ที่ไหนได้ ไม่กี่เดือนผ่านไป Drake ประกาศข่าวใหญ่ทาง Beats1 OVO Sound ว่า ตัวเองมีโปรเจคต์ร่วมกับเฮีย Future ข้าพเจ้าก็ตื่นเต้นซิครับ มีอะไรใหม่ๆฟังแล้วเว้ย ในขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่า โปรเจคต์อัลบั้มชุดนี้มันดูฉุกระหุเกินไปมั้ย เฮียเดรกก็เพิ่งปล่อย  Mixtape If You're Reading This , It's Too Late  ไหน LP album View From The 6 ก็กำลังจะมาในปีนี้ ส่วนเฮียอนาคตก็เพิ่งปล่อยอัลบั้ม DS2 มาหมาดๆ โอ้โห มึงจะขยันปล่อยงานเพลงเกินไปละมั้งครัช เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องของเราเลยดีกว่าครัชกับ What A Time To Be Alive โปรเจคต์รูปแบบมิกซ์เทปเป็นการแท็คทีมเฉพาะกิจของสองแร็พเปอร์ซุปตาร์ Drake และ Future ซึ่งปี 2015 เป็นปีทองของพวกเขาอย่างแท้จริงครับ ผลงานที่มาผ่านมาของทั้งสองคนประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและคำวิจารณ์ หน้าปกประดับประดาด้วยเพชรเม็ดงามหลายกะรัต ที่มาของปกอัลบั้มนี้ไม่ได้มโนขึ้นเอง  ไปซื้อมาจาก Shutterstock อีกแล้วครับท่าน โดยภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพสาว Kristina Tisi-Krammer ถ้าใครเคยอ่านรีวิว DS2 มาแล้วน่าจะทราบกันดีว่า หน้าปกซื้อมาจากเว็บนี้เช่นกัน ต้องเป็นความคิดของเฮีย Future Hendrix อย่างแน่นอน 

แน่นอนครับว่าการที่ทั้งสองออกโปรเจคต์ร่วมกันนั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนเพลงฮิพฮอพทั้งหลาย เพราะอย่างที่บอกทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น งานเพลงก็จัดได้ว่ามีคุณภาพมากพอสมควร สไตล์การแร็พแตกต่างกัน ฝั่งเดรกจะไปทางแร็พอาร์แอนด์บีเมนสตรีม เก่งร้อง เก่งการโหยหวน เสริมท่อนฮุกให้น่าสนใจได้มากขึ้น ส่วนเฮีย Future Hendrix เก่งพล่าม แร็พเมาๆไม่เป็นภาษาคน ดิบๆ เถื่อนๆสไตล์แก็งค์สเตอร์ Trap Rap  เมื่อความไม่ดิบมาเจอกับความดิบมันตัดกันพอดี ถ้าเปรียบเปรยกับสเต็ก คงเป็นสเต็กที่มีความสุกในระดับ Medium Rare นั่นเอง


เปิดอัลบั้มด้วย Digital Dash  Future Hendrix แร็พเปิด สไตล์เพลงเป็นของเฮียอนาคตเต็มๆ บีทมีความวุบวิบแวววับนิดๆสมชื่อเพลง เดรกแจมช่วงท้าย เพลงนี้ต้องการสื่อถึงการเป็นแร็พเปอร์ของทั้งคู่ที่ตอนนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น จะมัวรีรอทำเป็นสโลไลฟ์ไม่ได้ซะแล้ว 

สำแดงเดชความเป็นเจ้าแห่งฮิพฮอพของทั้งคู่ในเพลง Big Rings ว่าง่ายๆมันเป็นการเปรียบเปรยคนที่เป็นพระราชาหรือเสี่ยมักจะมีแหวนวงใหญ่เม็ดเป้งๆประดับประดาตามนิ้ว การร่วมงานของทั้งคู่จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามอง ยิ่งใหญ่โดดเด่นเหมือนแหวนที่ประดับประดานิ้วไงล่ะครับ เฮียเดรกขอจัดหนักบ้าง สไตล์เพลง Young Money จ๋าเลยล่ะครัช

หลังจากที่ทั้งคู่สนุกสนานกับชีวิตซุปตาร์ เบรคด้วยเพลงจังหวะช้าๆอย่าง Live From The Gutter ที่เนื้อหาออกแนวดราม่านิดๆ ถึงแม้ว่าชีวิตของทั้งคู่อยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ทั้งคู่กลับพบว่าชีวิตจริงนั้นยังมีเรื่องเครียดๆอีกเยอะแยะมากมาย Future Hendrix บ่นระบายชีวิตตอนวัยเยาว์ที่เกิดมาในสังคมสลัมแถบแอตลันตาที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมและยาเสพติด และพยายามถีบตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้นด้วยการเป็นแร็พเปอร์ ส่วน Drake ถึงแม้จะร่ำรวยแต่ก็ยังต้องเจอปัญหามากมายอีรุงตุงนังอยุ่ดี เปียโนและบีทเพลงนี้เด่นมากๆ ให้อารมณ์ร่วมสุดๆ Diamonds Dancing  กรูฟเท่ห์อิมแพคแรงๆ อัดด้วยบีทจัดเต็มไม่ยั้งในท่อนฮุก แต่ท่อน Outro เดรกโหยหวนไปเรื่อย ดูยืดยาดไปนิดนึง Scholarship Future Hendrix แร็พได้โดดเด่นสุด บ่นเรื่องร้ายในอดีตที่คอยหลอกหลอนทั้ง เลิกรากับเมียนักร้องสาว Ciara ติดยางอมแงม  มาบริจาคเงินให้กับสาวเต้นในคลับเปลื้องผ้าในเพลง Plastic Bags มาแบบช้าๆ ท่อนฮุกติดหูดีครับ ส่วน I'm The Plug และ Jumpman แร็พย่ำอยู่กับที่มากๆ เพลงหลังออกแนวโปรโมทรองเท้า Air Jordan รุ่น OVO ชัดๆ 




Changes Location อวดร่ำอวดรวยว่าทั้งคู่สามารถซื้อเหล้าและสาวเต้นทั้งคลับเปลื้องผ้าได้ สองแทร็คปิดท้ายโชว์เดี่ยว เริ่มด้วย Jersey เฮีย Future Hendrix แร็พโอ้อวดยกยอตัวเองไปเรื่อย ว่าตอนนี้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ร่ำรวยมหาศาล ใช้ชีวิตหรูหรา มีแก๊งค์เพื่อนที่คอยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ รวมไปถึงการบอกรักเครื่องดื่มโคดีอีนที่ติดจนงอมแงม 30 For 30 Freestyle  เดรกโชว์แร็พเดี่ยวภายใต้เสียงเปียโนไพเราะชิวๆ ได้โปรดิวเซอร์คู่ใจ Noah 40 Shebib มาโปรดิวซ์ให้ ไม่แปลกใจว่ามันละม้ายคล้ายเพลง From Time ถึงจะแร็พฟรีสไตล์ไปเรื่อย ไม่อาศัยท่อนฮุก แต่ก็ฟังเพลินอยู่ไม่น้อย

ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะรู้สึกตื่นเต้นในครั้งแรก แต่โดยรวมแล้ว ตัวเพลงยังให้ความรู้สึกโหลๆ ไม่แปลกใหม่พอ บีทยังคงเดิมๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใดกับโปรเจคต์คู่หูคู่นี้ มีหลายเพลงที่ติดสไตล์ DS2 หลายแทร้คอยู่พอสมควร มันจึงกลายเป็นว่า โปรเจคต์นี้เปรียบเสมือนโปรเจคต์ทำเล่นซักมากกว่า กูสนิทกับมึง เฮ้ยเดี๋ยวเราสองคนมาทำเพลงร่วมกันเล่นๆมั้ย ให้อารมณ์ประมาณนี้เลยครับ ทำเอาสนุก ฉาบฉวย อีกอย่างแทนที่ทั้งคู่จะหยิบจุดเด่นของทั้งคู่มาผสมผสานในงานเพลง กลายเป็นว่าซ้ำร้ายกว่านั้น แต่ละแทร็คมันให้ความรู้สึกเพลงฮิพฮอพทั่วๆไป ไม่โดดเด่น มันคือ Drake Ft. Future , Future Ft. Drake สลับกันไปมาซะงั้น มิกซ์เทปชุดนี้จึงไม่สามารถทำให้ผู้ฟังอย่างผมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษมากนัก การปล่อยผลงานถี่ของทั้งคู่จึงมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ฟังจะรู้สึกเฉยๆหรือไม่ตื่นเต้นที่จะได้เห็นผลงานเดี่ยวชุดถัดไปของพวกเขา จนตั้งความคาดหวังที่มีต่อผลงานชุดต่อไปต่ำไปโดยปริยาย 

ง่ายต่อการถูกลืมโดยใช่เหตุ


Top Track : Live From The Gutter , Diamonds Dancing , Scholarship , Big Rings

Give 6/10








วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

[รีวิวอัลบั้ม] DS2 (a.k.a Dirty Sprite 2) - Future [น18+]

โคดีอีนยี่ห้อ Future พร้อมเสิร์ฟ




Future แร็พเปอร์เจ้าพ่อเพลงแร็พสไตล์ Trap Rap (แร็พติดอ่าง) กลับมาอีกครั้งในสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ที่มีชื่อว่า DS2 (a.k.a. Dirty Sprite 2) หลายๆคนอาจจะรู้จัก Future จากการเป็นอดีตสามีของนักร้องสาวอาร์แอนด์บี Ciara แต่แร็พเปอร์รายนี้ก็ออกเดินสายแจมกับศิลปินรายอื่นไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็น A$AP Rocky , DJ Khaled , Drake , Meek Mill , The Game , Travis $cott และคนอื่นๆอีกมากมาย สไตล์การแร็พของพี่แกเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องการแร็พจริงๆ โดดเด่นในเรื่องการแร็พไม่รู้เรื่องเนี่ยแหละ 5555 ขืนจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เฮียแกก็แร็พได้ดิบๆเถื่อนๆดี ตั้งแต่เลิกรากับภรรยาเก่า Ciara เนื้อหาเพลงในอัลบั้มชุดนี้ดูจะแรงแบบไม่แคร์สื่อเลยทีเดียว ยังคงฟันสาว ดูด weed ดื่มโคดีอีน นั่งนับเงินไปเรื่อยๆอยู่ร่ำไป สงสัยเพลง I Won กับ Honest จากอัลบั้มชุดที่แล้วดูเหมือนว่าจะไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป 

สำหรับ DS2 ชุดนี้มีคอนเซปต์ตรงตัว กูชอบดื่มโคดีอีนกูก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม แค่นั้นจริงๆ แถมชุดนี้เป็นภาคต่อถัดจากมิกซ์เทปชื่อเดียวกันอีกด้วย หลายๆคนคงงว่าไอ้เจ้าโคดีอีนมันคือห่าอะไร มันเป็นสไปร์ทผสมกับยาแก้ไอสีม่วง มันเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของแร็พเปอร์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันดียังไง รสชาติยังไง ที่แน่ๆ คล้ายๆยาเสพติดเลยล่ะครับ อยู่ในรูปแบบน้ำ ผลข้างเคียงร้ายแรง เกิดอาการชักหมดสติ ถ้าโชคร้ายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าจำกันได้ เคยมีคนที่ดื่มโคดีอีนแล้วเกิดผลข้างเคียงมาแล้ว อาทิเช่น Lil Wayne ที่มีข่าวเป็นลมหมดสติ เกือบไม่ฟื้นเลยทีเดียว ไม่แปลกใจที่น้ำอัดลมขาว สามารถเจาะตลาดชาวฮิพฮอพได้สำเร็จ


มาพูดถึงงานชุดนี้ดีกว่า DS2 มีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่มาของหน้าปกอัลบั้มชุดนี้ เป็นลักษณะหมึกหลากสี ม่วงฟ้าแดงรวมกัน บ่งบอกส่วนผสมของ Dirty Sprite รู้หรือไม่ว่าพี่อนาคตของเราขอซื้อต่อจากเว็บ shutterstock เว็บขายภาพออนไลน์ ซึ่งราคาอยู่ในช่วง 0.33 ถึง 80 ดอลล่าร์ ตามขนาดของภาพ เจ้าของภาพนี้เป็นศิลปินสาวชาวโซเวียตที่ชื่อว่า Sanja Tošić ซึ่งเธอได้รวบรวมภาพนี้ไว้ในคอลเลกชั่น Silk Collection ตอนแรกเธอไม่รู้จักและไม่เคยฟังเพลงของ Future ด้วยซ้ำ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจซื้ออัลบั้มชุดนี้จนได้ กลายเป็นว่าเธอคนนี้กลายเป็นแฟนเพลงของนายอนาคตไปโดยปริยาย แฟร์ดีครับ ถ้าหยิบภาพของคนอื่นแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของภาพ ก็อาจจะโดนฟ้องร้องได้ในที่สุด

แขกรับเชิญในชุดนี้มีแค่ Drake เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ต่างจากชุดที่แล้วที่มีแขกรับเชิญมาร่วมแจมเกือบทุกเพลง คราวนี้พี่แกขอโชว์เดี่ยวเต็มๆบ้าง สิ่งที่อัลบั้มชุดนี้แตกต่างจากชุดที่แล้ว Honest ก็คือ ซาวน์ดไม่กระโชกโฮกฮากแบบชุดที่แล้ว ใครที่หวังว่าชุดนี้จะเน้นมันส์ อาจผิดหวังก็ได้ เพราะชุดนี้มาแบบเนิบๆเรียบง่าย บีทนุ่มลึก ฟังเพลิน เพิ่มความเป็นไซคลิเดลิกเข้าไป เลยให้ความรู้สึกเรียบง่ายแบบแปลกๆ ไม่แบนราบเสียทีเดียว แต่ยังไม่ทิ้งลายความเป็น Hip hop Gangster และที่น่าภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ เฮียอนาคตไม่พึ่งออโต้จูนแล้วครัชท่าน แร็พเน้นๆไม่พึ่งเทคนิคพิเศษ พัฒนาไปอีกเสต็ป โปรดิวซ์เองเกือบทั้งหมด ไม่พึ่ง Mike Will Made It อีกต่อไป 

เปิดแทร็คด้วย Thought It Was Drought อินโทรเสียงดูดโคดีอีนชัดมาก แร็พพรึมพรำไปเมาไป มีซาวนด์หยดน้ำประกอบเล็กๆน้อยๆ  เรียกฐานแฟนเพลงด้วย I Serve The Base ซาวน์ดบดขยี้เอี๊ยดแอ๊ดนิดๆ แต่ไม่หนวกหู 

Where Ya At แร็พติดหูดีครับ แร็พตามได้ไม่ยาก เพราะแม่งมีแต่ Where Ya Ass At ประโยคแรก แล้วเฮียเดรกก็บ้าจี้ Where Ya Ass At ตามซะงั้น ตอนแรกที่ผมฟังก็รำคาญ มึงอยู่ไหน มึงอยู่ไหน ซ้ำไปซ้ำมา แต่ฟังไปเรื่อยๆมันเป็นเพลงที่ไม่แย่อย่างที่คิด ฟังทุกครั้ง แอบโยกหัวตามเพลงเฉ๊ย เพิ่มความมันส์อีกด้วย Groupies แร็พแบบเถื่อนๆแก๊งส์เตอร์ๆ  กูเลิกกับเมียแล้ว กูซ่าส์หาหญิงอื่นได้ แม่งไม่แคร์สื่อจริงๆเพลงนี้  



Stick Talk อันนี้ก็ชอบ บีทมันส์ ซาวน์ดเข้มกำลังพอดี เถื่อนๆดิบๆ ออกแนวนักเลงถือปืน พร้อมประจัญบาน Freak Hoe อันนี้ออกแนวไร้สาระปัญญาอ่อนนิดนึง ผู้หญิงร่านใส่ก็เอามาเป็นเพลงได้ อ๊ะแตะตัว อ๊ะแตะตูด ส่ายก้นให้ดูหน่อยดิ โค้กวางอยู่บนโต๊ะ เอาไปดื่มได้ เอ้ย ไม่ใช่แหละ หารถแพงๆขับซะหน่อยในเพลง Slave Master เพลงนี้ตอนท้ายไว้อาลัยให้เพื่อนสนิทที่จากไปอย่าง A$AP Yam อีกด้วย




Blow A Bag ซาวน์ดหวือหวาใช่ย่อย บีทว๊าบไปว็าบมา มีมิตินูนขึ้นมานิดๆ ท่อนสองแร็พแอบรัว เท่อยู่ไม่น้อย Colossal ซาวน์ดเปียโนหรูหรา ฟังแล้วรื่นรมย์ รวยเละแล้วขอสาวๆมาอยู่บนตัวในเพลง รวยเซ็กส์ Rich $ex 

ปิดท้ายแทร็คแสตนดาร์ดเวอร์ชั่นด้วยเพลง Blood On My Money โทนเพลงจริงจัง  กูอยากได้เงินทุกวิถีทาง แม้จะแลกด้วยเลือด กูก็ยอม 


ส่วนแทร็คแถมก็มี Trap Niggas ฟังผิวเผินดูเป็นเพลงแท็ปแร็พทั่วๆไปที่พูดถึงคนที่ชอบฟังเพลง Trap Rap แต่งตัวตามแฟชั่นฮิพฮอพมั้ง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่อย่างที่คิดเลยล่ะ ถ้าดูเนื้อหาแล้ว เพลงนี้ Future ต้องการให้กำลังใจคนที่กำลังหาเงินด้วยตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นแมงดา สาวนักเต้น หรือเด็กเสิร์ฟอาหารก็ตาม ก็ขอให้พระองค์คุ้มครองพวกเขาด้วย สาระเริ่มมาละเว้ย  


ต่อด้วยเพลงช้าๆชิวๆเนิบๆเรื่อยๆในเพลงชื่อย๊าวยาวอย่าง The Percocet & Stripper ได้แรงบันดาลใจจากการอัพยาเข้าคลับเปลื้องผ้า ในเอ็มวีก็ชัดเจน นอนเกลือกลิ้งอยู่กับสาวโป๊นุ่งน้อยห่มน้อยทั้งหลาย พร้อมด้วยขวดยาวางบนโต๊ะ






Kno The Meaning โทนเพลงมาแบบเงียบๆ เดินเพลงด้วยเปียโนเดี่ยวๆ ให้โทนจริงจังมากกว่าเพลงอื่น แต่งจากเรื่องจริงที่เพื่อนสนิทอย่าง DJ Esco ต้องนอนในคุกเป็นเวลามากกว่า 56 คืนในเมืองดูไบ ข้อหาพกกัญชา

ปิดท้ายด้วยซิงเกิ้ลแรกที่ดันเป็นเพลงแถมปิดท้ายอัลบั้มอย่าง Fuck Up Some Commas เพลงแท็ปแร็พบีทมันส์ๆ แร็พติดอ่างเมาไปแร็พไป ยิ่งท่อนสามกูฟังไม่รู้เรื่อง กูรวยแล้วกูจะใช้แหลก ไม่สนว่าจะพันจะหมื่นจะแสนอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องกังวลว่า จำนวนเงินที่มึงใช้ไปจะมี comma คล่อมเลขกี่ตัว ถ้าทำตามคำแนะนำของเฮียอนาคต ระวังมึงจะจนในอนาคตนะครัช


เท่าที่ผมฟังชุดนี้ตั้งแต่แทร็คแรกยันแทร็คสุดท้าย ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดของแท้เลยล่ะครัช กูฟังไม่รุ้เรื่องเว้ยว่ามันแร็พห่าอะไร อันนี้ผมเข้าใจ คนที่ฟังเพลงของเฮียอนาคตมักจะเจอปัญหาแบบนี้แทบทุกคน ถ้าไม่ถือสาเรื่องการแร็พไม่รู้เรื่อง ก็ฟังไปแบบไม่คิดมาก แต่ถ้าถือสาก็คงสาปส่งเฮียอนาคตอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากงานชุดนี้คือ อย่างน้อยการแร็พของพี่แกก็ไม่ใช้ Ghostwriter มาแต่งเพลงให้แต่อย่างใด การแร็พของพี่แกออกแนวด้นสดอย่างเห็นได้ชัด แร็พไม่ต้องพึ่งออโต้จูน แร็พของพี่แกเลยดูสด ดิบๆ ในแบบฉบับของพี่แก  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เสียศักดิ์ศรี

สิ่งที่ผมชอบมากๆในอัลบั้มชุดนี้คือ เฮียอนาคตของเราสามารถทำให้คนฟังอย่างผมตกอยู่ในภวังค์แห่งความมึนเมาโคดีอีนโดยไม่รู้ตัว ทั้งการแร็พที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนกูฟังคนเมาแร็พ บวกกับซาวน์ดเพลงที่มาแบบ Psychedalic  เล่นบีทและตัวโน้ตแบบไม่ตายตัว บิดพริ้วตามใจชอบ ไม่เป็นไปตามทฤษฎีดนตรีทั่วๆไปที่ตัวโน้ตจะเรียบเรียงเป็นสเต็ปๆแบบตายตัว ซึ่งมันก็เป็นไปตามบริบทของคอนเซปต์อัลบั้มชุดนี้จริงๆครับ ถ้าคุณเสพผลงานชุดนี้ ซาวนด์ในเพลงเหล่านั้นมันจะค่อยๆซึมซับเราไปอย่างช้าๆ ทำให้เราติดใจไปโดยไม่รู้ตัว เป็นอัลบั้มแร็พที่เล่นกับความรู้สึกของคนฟังได้อยู่หมัดจริงๆ นี่แหละคือ จุดแข็งของอัลบั้มชุดนี้ 


จุดเสียแน่นอนครับอย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้แล้ว นั่นก็คือ กูฟังมันแร็พไม่รู้เรื่องเว้ย เนื้อหาค่อนข้างวนเวียนอยู่กับเรื่องดื่มลีน โคดีอีน โด๊พยา ดูดกัญชา เคล้านารีอยู่นั่นแหละ ไร้สาระสิ้นดี
 หากคุณไม่ยึดติดกับข้อเสียเหล่านี้ ชุดนี้ก็ฟังเพลิน ได้เรื่อยๆในระยะยาว ถูกใจคอฮิพฮอพได้ไม่ยาก


ผู้เขียนขอยืนยันว่าไม่ได้เมาไปรีวิวไปอย่างแน่นอน 


Top Track : Groupies , Blow A Bag , I Serve The Base , Where Ya At , Stick Talk Blood On My Money , Kno The Meaning

Give 7/10      (Meet the drunken experience)






วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

รีวิวอัลบั้ม Rodeo - Travis $cott (พอสังเขป)

Did he win? Will he survive the Rodeo?







สตูดิโออัลบั้มชุดแรกอย่างเป็นทางการของแร็พเปอร์แห่งเมืองเท็กซัส Jacques Webster (a.k.a Travis $cott) ในชื่อสุดเท่ห์ว่า Rodeo ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็นคาวบอยผจญภัยแสวงโชคอยู่ในวงการฮิพฮอพนั่นเอง ผมรู้จักหมอนี่มาจากเพลงแจม Company ของ Drake ผมติดใจกับสไตล์เถื่อนๆดาร์กๆแบบนี้ เลยหันมาสนใจอัลบั้มชุดนี้  ผมได้อ่านประวัติของแร็พเปอร์รายนี้ โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เป็นทั้งเด็กปั้นของ T.I (ซึ่งพี่แกก็ช่วย narrative บอกเล่าเรื่องราวของ Rodeo ในหลายๆเพลงด้วย) เป็นโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังอภิมหาโปรเจคต์ Cruel Summer ของค่ายเพลง G.O.O.D Music สำนักของแร็พเปอร์ซุปตาร์ Kanye West มีส่วนร่วมหลายเพลงด้วยกันไม่ว่าจะเป็น To The World , The Morning and Don't Like และได้แร็พแจมในเพลง Sin City ซึ่งบรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดนี้อีกด้วย รวมไปถึงการไปแจมเล็กๆน้อยๆและอยู่เบื้องหลังอัลบั้ม Yeezus ของคานเยอีกด้วย หลังจากที่อัลบั้ม Yeezus ถูกพูดถึงอย่างมาก ทราวี่ก็ไม่รอช้า ปล่อยมิกซ์เทปออกมาสองชุด Owl Pharaoh และ Days Before Rodeo สองชุดนี้มีกระแสตอบรับที่ดี ในที่สุดทราวี่ก็ได้ฤกษ์ปล่อย Rodeo ออกมาอย่างเต็มภาคภูมิเสียที


สไตล์เพลงในอัลบั้มชุดนี้มีความหลากหลาย ทั้ง Trap Rap , Pop Rap , Southern Hip hop ตัวเพลงมีความแปลกใหม่ ดิบเถื่อน มีการใช้เทคนิคเสียงเอคโค่ลงบนงานเพลงด้วย เทคนิคนี้ทำให้ผมนึกถึง A$AP Rocky อยู่ไม่น้อย ทรงผมก็คล้ายๆกัน แต่ไม่ก๊อบซะทีเดียว ของ A$AP Rocky จะออกแนวหลอนๆไม่ค่อยพึ่งออโต้จูน แต่ของทราวี่จะออกไปทางดิบๆเถื่อนๆ แต่อาศัยออโต้จูนหนักมากกก ใครที่เกลียดเสียงร้องสังเคราะห์เป็นทุนเดิม น่าจะหยีกับอัลบั้มชุดนี้ ผมเองก็แอบรำคาญบางเพลงอยู่เหมือนกันฟีลแร็พมาแบบเรียบๆ แต่เสือกมีออโต้จูนบิดเสียงร้องขัดใจเล็กน้อย 




แทร็คที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นซิงเกิ้ลแรกอย่าง 3500 Trap Rap (แร็พติดอ่าง) ท่อนฮุกแม่งโดน ออโต้จูนพองาม ใช้เทคนิคเอคโค่ได้ถูกที่ถูกเวลา ฟังแล้วรู้สึกสะใจ โดยเฉพาะเสียงพูด Straight Up เท่โคตรๆ แขกที่มาแจมก็ทำหน้าที่ได้ดีนะอย่าง  แอบขำ Future แร็พเปิดอินโทรอย่างกะหลวงพี่ท่องบทสวด แร็พห่าอะไรกูฟังมันไม่รู้เรื่อง แต่ Verse 2 เฮียแกก็แร็พโอเค แต่กูฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี ส่วน 2 Chainz ก็งั้นๆไม่มีไรมาก ยาวตั้ง 7 นาทีแต่ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด ชิวๆ Oh My Dis Side ถึงจะ Oh my Oh my เยอะไปหน่อยช่วงกลางเพลงที่ได้ Quavo จากทรีโอ้กรุ๊ป Migos มาแจมก็มันส์ไม่น้อย


90210 (ไม่ได้ใบ้หวย) มาแบบแปลกๆ หลอนช่วงแรกๆแต่ดันมีตบด้วยจังหวะเปียโนสบายๆก่อนปิดเพลง แร็พดีนะแต่แม่งจะเอาออโต้จูนมาแทรกทำห่าไรว่ะ แร็พกำลังโอเลย ผู้หญิงที่มาช่วยร้องถือว่าช่วยเพลงได้เยอะจริงๆ มันทำให้แทร็คนี้โดดเด่นขึ้นมาทันที


Pray For Love ได้ The Weeknd มาร่วมแจมในท่อนฮุก ตานี่ก็ใช้ออโต้จูนช่วยเหมือนกัน แต่เข้าคอนเซปต์เพลงดี ออกไปทางงานสวด ยังดีที่ได้ฟังเสียงจริงของเอเบลมาแร็พในท่อน 3 ด้วย ไม่เสียเปรียบอย่างที่คิด แต่ที่เสียเปรียบสุดๆคงหนีไม่พ้น Kanye West ที่มาร่วมแจมในเพลง Piss On My Grave ต่างหาก แร็พเปอร์ระดับบิ๊กเสือกมาแร็พซ้ำคำ วนเวียนอยู่นั่นแลหะ กูจะถ่ม กูจะถ่มน้ำลายใส่โลงศพมึงอยู่นั่นแหละ น่าผิดหวังสิ้นดี
Maria I'm Drunk ได้ Young Thug มาร่วมฟีท เป็นคู่ที่เคมีตรงกันโคตรๆ เป็นเพลงดาร์กที่เจ๋งที่สุดในชุดนี้แล้ว ซาวน์ดเปียโนโดดเด่นมาก ให้อารมณ์ร่วมสุดๆ เมาได้ที่ ไอ้สองคนนี้เข้ากันได้ดีมาก จัสติน บีเบอร์ กลายเป็นส่วนเกินของเพลงนี้ไปเลย เพลงแถมอย่าง Ok Alright ได้ SchoolBoy Q มาร่วมแจม สร้างสีสันได้ดีเช่นเคย


เพลงเดี่ยวที่ดูดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Antidote ซิงเกิ้ลล่าสุดที่ร้องเดี่ยวแร็พเดี่ยวเน้นๆ อารมณ์เพลงเหม่อลอย เคลิ้มเหล้าเมากัญชาสุดๆ ฟังเพลิน

ถือเป็นการเริ่มต้นที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่เสียตรงที่มันเป็นเพลงที่ฟังเอามันส์เท่านั้น ยังเติมเต็มความรู้สึกของคนฟังไม่มากพอ ว่าง่ายๆเป็นงานฟังเอาฉาบฉวยนั่นเอง หากเจ้าทราวี่ยังขายสไตล์นี้อยู่ คนฟังคงเบื่อตายแน่นอน ออโต้จูนบางทีก็มากเกินจนน่ารำคาญ บางเพลงที่ยกเว้นเช่น Pray For Love , Antidote , Maria I'm Drunk อันนี้ใช้ออโต้จูนได้ตรงจุดเพราะ บริบทเพลงมันให้ แต่บางเพลงที่ควรจะโชว์สกิลแร็พของตัวเองเต็มที่ ก็เสือกใช้ออโต้จูนซะงั้น แถมบางเพลงแร็พแบบสิ้นคิดไปนิดนึง ซ้ำคำเยอะมาก วนเวียนอยู่นั่นแหละ ไม่ไปไหนซักที ถึงอัลบั้มชุดนี้จะมีดนตรีที่แปลกใหม่ ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้น แต่ไส้ในกลวง เนื้อหาแทบไม่มีอะไรเลย แถมใช้ตัวช่วยเยอะ เลยดูไม่น่าจดจำมากนะสำหรับอัลบั้มชุดนี้

เอาเป็นว่าเจ้าแร็พเปอร์โรดิโอรายนี้ยังพอไปต่อในวงการนี้ได้ หากแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าวได้

Top Track : 3500 , Maria I'm Drunk , Antidote

Give  5.5/10